SHOCKDEE AED Hero ทำให้หัวใจของคุณกลับมาเต้นใหม่ได้อีกครั้ง จุดประกายเพื่อ หัวใจของคุณ อย่าปล่อยให้ ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มีโอกาสทำร้ายคุณและคนที่คุณรักค้นหาเครื่องเออีดี พบเจอเครื่องเออีดีรายงานที่ตั้งเครื่องเออีดี
ShockDee Google Play Store
ShockDee App Store
ShockDee English ShockDee Thai

บทความจากผู้เชี่ยวชาญของเรา

 OZONE ฆ่าเชื้อในอากาศ ปลอดภัย ไร้กลิ่นตกค้าง ด้วย

OZONE ฆ่าเชื้อในอากาศ ปลอดภัย ไร้กลิ่นตกค้าง ด้วย "เครื่องผลิตโอโซน AHU"

OZONE ฆ่าเชื้อในอากาศ ปลอดภัย ไร้กลิ่นตกค้าง ด้วย "เครื่องผลิตโอโซน AHU"ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับสำนักงาน ห้องประชุม โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โชว์รูม โรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ https://youtube.com/shorts/QyTPF3YePZQ    #ozone #O3 #O2 #Alcotec #ozonegenerator #เครื่องผลิตโอโซน #เครื่องโอโซน #โอโซน #AHU Saving a life begins with the right equipment สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call : 02-862-0254 Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2

รายละเอียดทั้งหมด
สัญญาณเตือน อาการมดลูกหย่อน

สัญญาณเตือน อาการมดลูกหย่อน

สัญญาณเตือน อาการมดลูกหย่อน มดลูกเป็นอวัยวะสืบพันธ์ของเพศหญิง ภาวะมดลูกหย่อน หรือ มดลูกต่ำ คือการเคลื่อนตัวของมดลูกลงมาจากตำแหน่งของอุ้งเชิงกราน จะส่งผลให้เกิดมดลูกหย่อนต่ำลงไปที่ช่องคลอด มักเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงวัยทองหรือผู้หญิงสูงวัย สาเหตุของภาวะมดลูกหย่อน เกิดจากกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อขออุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรงหรือถูกทำลาย ซึ่งเกิดได้จากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อย เมื่อมีอาการหย่อนมากจะทำให้มีอาการปวดหน่วงที่ท้องน้อย หรือมีการเคลื่อนของมดลูกมาอยู่ที่ปากช่องคลอดได้ อาจทำให้มีแผลเกิดขึ้นได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มดลูกหย่อน 1.    การตั้งครรถ์หรือการคลอดบุตร 2.    การยกของหนักหรือการใช้แรงเบ่งเป็นระยะเวลานาน 3.    โรคที่ส่งผลต่อแรงดัน และมีผลกระทบต่ออุ้งเชิงกราน ยกตัวอย่างเช่น การไอเรื้อรัง มีอาการท้องผูกเรื้อรัง หรือโรคอ้วน 4.    อายุที่เพิ่มขึ้น หรือผู้ที่เข้าสู่ภาวะวัยทอง 5.    เคยผ่าตัดอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ลักษณะอาการของมดลูกหย่อนหรือมดลูกต่ำ ·       มีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ·       มีอาการท้องผูกเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ·       ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเล็ด ·       มีตกขาวหรือเลือดออกจากช่องคลอดมากขึ้น ·       ทำให้เดินไม่สะดวก ·       มีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อการรักษาและกระชับความสัมพันธ์ การรักษามดลูกหย่อนโดยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ขนาด 0.5-1.0 เซตติเมตร 2-3 รอยที่หน้าท้อง ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้น้อยและสามารถฟื้นตัวได้ไว เพียง 1-2 วัน เท่านั้นนอกจากนี้การผ่าตัดผ่านกล้อง ยังสามารถทำการผ่าตัดรีแพร์หรือการซ่อมแซมตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่หย่อนยานภายในช่องคลอดให้มีความกระชับขึ้นไปพร้อมกันได้ ผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อการรักษาและกระชับความสัมพันธ์ ภาวะที่มดลูกหย่อนคือภาวะที่เอ็นที่ยึดมดลูกมีการหย่อนยาน โดยปกติ มดลูกซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงมีตำแหน่งอยู่ภายในอุ้งเชิงกราน มีรูปร่างคล้ายลูกแพร์กลับด้าน มีกล้ามเนื้อที่ห้อยอยู่ระหว่างกระดูกก้นกบกับกระดูกหัวหน่าวทำหน้าที่ยึดมดลูก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ มีเอ็นและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันยึดมดลูกให้อยู่ในอุ้งเชิงกราน หากเนื้อเยื่อดังกล่าวไม่แข็งแรงหรือถูกทำลาย จะส่งผลให้มดลูกหย่อนต่ำลงไปที่ช่องคลอด ทำให้มีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธุ์ ปัสสาวะบ่อย ปวดหน่วงท้องน้อยถ้ามีอาการหย่อนมาก ถึงขนาด  หลุดออกมาทั้งมดลูกมาอยู่ที่ปากช่องคลอด จะเกิดเเผลได้   https://www.bpksamutprakan.com/care_blog/view/166 การผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง(Laparoscopic Hysterectomy)  เป็นการผ่าตัดโดยใช้กล้องขนาดเล็กซึ่งเป็นเครื่องมือผ่าตัดชนิดพิเศษ สอดเข้าไปผ่านแผลเปิดที่หน้าท้องขนาด 0.5-1.0 เซนติเมตร ซึ่งแพทย์จะมองภาพได้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งมีเทคโนโลยี 3 มิติ จึงมีความปลอดภัยมากขึ้นในการผ่าตัด ภายหลังการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง จะมีรอยแผลขนาดเล็กๆ ประมาณ 2-3 รอย และพักฟื้นในโรงพยาบาล 24-48 ชั่วโมง เท่านั้น https://www.nonthavej.co.th/women-health.php แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น นอกจากการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง แพทย์ ยังสามารถ ทำการผ่าตัดรีแพร์ ไปได้พร้อมๆกัน  (Repair) หรือ การซ่อมแซม คือ ตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่หย่อนยานภายในช่องคลอดให้กระชับขึ้น เพื่อให้ขนาดหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดเล็กลงและเกิดการหดรัดที่ดีกว่าเดิม โดยเป็นการผ่าตัดตลอดแนวความลึกของช่องคลอด รวมถึงการผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณปากช่องคลอดด้วย  นอกจากได้รับการแก้ไขรักษาปัญหามดลูกหย่อนแล้ว ยังได้ทำการตกแต่งรีแพร์กล้ามเนื้อช่องคลอดให้กระชับ และยังคงไว้ซึ่งรังไข่ทั้งสองข้าง ที่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ  เป็นการเพิ่มความมั่นใจ ให้กับสุภาพสตรี คงไว้ซึ่งความสุขและความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว การผ่าตัดส่องกล้องตัดมดลูกและรีแพร์ เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ผสานกับเทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์  เพื่อความปลอดภัยและพึงพอใจสูงสุดของผู้ป่วย CH 9 Airport Hospital   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
มาบำบัดน้ำเสียด้วย

มาบำบัดน้ำเสียด้วย

มาบำบัดน้ำเสียด้วย "เครื่องผลิตโอโซน AHU" กันเถอะ ว่าด้วยเรื่องการบำบัดน้ำเสีย ในปัจจุบันเราทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ถังดักไขมัน, ใส่สารเคมี ,ใช้จุลินทรีย์ หรืออื่นๆแต่วันนี้แอดมินจะมาเสนอแนวทาง การใช้โอโซนมาบำบัดน้ำเสียกัน ซึ่งจะเห็นผลดีกว่าวิธีการอื่นๆอย่างไร มารับชมไปพร้อมกันเลยค่ะhttps://youtube.com/shorts/-5SMyI3J0SA    #แอลโคเทคใส่ใจห่วงใยทุกชีวิต สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า)หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2สามารถดูสินค้าได้ที่ www.alco-tec.co.th #ozone #O3 #O2 #Alcotec #ozonegenerator #เครื่องผลิตโอโซน #เครื่องโอโซน #โอโซน #AHU #บำบัดน้ำเสีย #Wastewater #industry #factory #โรงงานอุตสาหกรรม

รายละเอียดทั้งหมด
หน่วยงานที่ใช้เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด MySignS - Envitec by Honeywell

หน่วยงานที่ใช้เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด MySignS - Envitec by Honeywell

หน่วยงานที่ใช้เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด MySignS - Envitec by Honeywell เพื่อสร้างประสบการณ์และความชำนาญ ในการประเมินความสำคัญ ทั้งผู้ป่วยที่ติดตามอาการ และผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยทุกข้อมูลนั้น ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจในการรักษา เพื่อให้ท่าน มั่นใจได้ว่า คุณจะได้รับสินค้าและการบริการที่ดีที่สุดจากเรา https://youtube.com/shorts/Bh-CR52jEEE สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 สามารถดูสินค้าได้ที่ www.alco-tec.co.th #mysigns #envitec #honeywell #pulseoximeter #เครื่องวัดออกซิเจนในเลือด #โรงพยาบาล #Hospital #oximeter 

รายละเอียดทั้งหมด
จุดเด่น My SignS เครื่องวัดออกซิเจนภายในเลือด

จุดเด่น My SignS เครื่องวัดออกซิเจนภายในเลือด

 จุดเด่น My SignS เครื่องวัดออกซิเจนภายในเลือด https://youtu.be/0lF5_fmgAZ8  ถดูสินค้าได้ที่ www.alco-tec.co.th #envitecbyhoneywell #envitec #O2 #sensor #SpO2 #mysigns #sensor #SpO2Sensor #Alcotec #PulseRate #PR #PerfusionIndex #PI #เครื่องวัดความอิ่มตัวออกซิเจนในเลือด

รายละเอียดทั้งหมด
อาการของโรคหัวใจ (Heart Disease)

อาการของโรคหัวใจ (Heart Disease)

อาการของโรคหัวใจ (Heart Disease)อวัยวะที่เรียกว่า “หัวใจ” เป็นเหมือนศูนย์กลางควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายให้ทำงานต่อไปได้ ดังนั้นเราควรต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่อาจทำให้คุณเสียชีวิตลงได้  อาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ ·       เจ็บหน้าอกหรือรู้สึกแน่นหน้าอก ·       มีเหงื่อออก ·       มีอาการปวดร้าว ตั้งแต่บริเวณ กราม คอ หลัง และลามไปแขนข้างซ้ายหรือขวาก็ได้ ·        รู้สึกหอบเหนื่อย ·       ใจสั่น ·        หายใจลำบาก ·        คลื่นไส้ อาเจียน จุกใต้ลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน บ่อยครั้งที่อาการเหล่านี้ แทบจะแยกจากโรคอื่นๆ ซึ่งอาจมีอาการคล้ายกันได้ลำบาก เช่น              อาจทำให้สับสนกับโรคกรดไหลย้อน หรือกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบได้ ดังนั้น จึงไม่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจหากมีอาการดังกล่าว   ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) เป็นการตรวจความสมบูรณ์ของคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ อัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ การตรวจเลือด หากตรวจพบว่ามีโปรตีนเจือปนในเลือดมากเท่าใด ก็บ่งบอกว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) แพทย์จะใช้อุปกรณ์ที่คล้ายเครื่องอัลตราซาวด์ตรวจบริเวณหน้าอก และใช้เสียงสะท้อนความถี่สูงเพื่อจำลองภาพ ขนาด และการทำงานของหัวใจ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) ใช้ในการตรวจหาความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่ตรวจไม่พบในขณะที่ร่างกายหยุดพัก หรือไม่ได้ออกกำลังกายอย่างหนัก การใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) ด้วยการฉีดสารทึบสีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เอกซเรย์ดูว่ามีส่วนใดของหลอดเลือดอุดตันหรือตีบบางหรือไม่  แนวทางการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การรักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรง ได้แก่ การให้ยาสลายลิ่มเลือด เพื่อละลายลิ่มเลือดที่ปิดกั้นหลอดเลือด ทั้งนี้หากผู้ป่วยได้รับยาชนิดนี้ภายในระยะเวลาไม่นานตั้งแต่เริ่มเกิดอาการ การให้ยาต้านเกล็ดเลือด ที่ใช้ในการป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และป้องกันไม่ให้ ลิ่มใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และยาเพื่อช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก ลดการทำงานของหัวใจ ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน จะช่วยดันไขมันที่อุดตันหลอดเลือดอยู่ให้ไปชิดผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดสามารถไหลผ่านจุดที่เคยตีบได้สะดวกขึ้น การผ่าตัดบายพาสหัวใจ เป็นการผ่าตัดเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจ เพื่อทำทางเบี่ยงให้หลอดเลือดบริเวณที่มีการตีบหรือตัน ทำให้เลือดสามารถไหลผ่านได้ ส่งผลทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น

รายละเอียดทั้งหมด
กลุ่มลูกค้าโรงแรมที่ติด เครื่อง AED Defibtech

กลุ่มลูกค้าโรงแรมที่ติด เครื่อง AED Defibtech

กลุ่มลูกค้าโรงแรมที่ติด เครื่อง AED Defibtech https://youtube.com/shorts/aLa_Trz4cXE เพื่อสร้างประสบการณ์และความชำนาญ ในการเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย Alcotec พร้อมดำเนินการติดตั้ง AED เพื่อให้ท่าน มั่นใจได้ว่า คุณจะได้รับสินค้าและการบริการที่ดีที่สุดจากเรา   เนื่องด้วยอาคารสูง หรืออาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดมีเนียม อาคารสำนักงาน หรือแม้กระทั่งโรงภาพยนตร์ สวนน้ำ และรีสอร์ทนั้น มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งอาจมีอุบัติภัยหรืออาการเจ็บป่วยเฉียบพลันเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่ภายในอาคาร การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก #แอลโคเทคใส่ใจห่วงใยทุกชีวิต สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 สามารถดูสินค้าได้ที่ www.alco-tec.co.th#AED #Lifeline #Defibtech #lifelinearm #view #AED #lifelineview #เครื่องกระตุกหัวใจ  #เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ #defibrillator #เครื่องกระตุ้นหัวใจ #อาคารสูง #hotel #condominium #resort #waterpark #theater #departmentstore #shoppingcenter

รายละเอียดทั้งหมด
รู้จักกระลึก (Hori's nevus) กระลึก หรือกระโฮริ คืออะไร

รู้จักกระลึก (Hori's nevus) กระลึก หรือกระโฮริ คืออะไร

รู้จักกระลึก (Hori's nevus) กระลึก หรือกระโฮริ คืออะไร ?  -กระลึก มีลักษณะเป็นจุดกลมๆสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลเทา มักพบเป็นกลุ่มบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง และ ขมับทั้ง 2 ข้าง  -มักจะเริ่มเป็นตอนอายุประมาณ 20-30 ปี กรรมพันธุ์ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง  -การรักษา ต้องใช้ยาฉีดที่มีประสิทธิภาพ​ ร่วมกับ​เลเซอร์ที่มีความจำเพาะเจาะจงเท่านั้น เพื่อทำการขจัดเม็ดสีทั้ง epidermal pigment (ชั้นบน) และ dermal pigment (ชั้นหนังแท้)​  -จำนวนครั้งในการรักษา ต้องใช้จำนวนครั้งไม่ต่ำกว่า 3-5 ครั้ง  ข้อควรรู้ • หลังทำเลเซอร์ใหม่ๆ บริเวณที่รักษาอาจจะมีสีเข้มขึ้น และอาจดูเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะค่อยๆจางไปเอง • เนื่องจากกระลึก เม็ดสีเมลานินต้นเหตุจะอยู่ลึกในชั้นผิวหนังแท้หรือผิวชั้นใน จึงยากต่อการจำกัดออก ดังนั้นการทายา ทาครีม รักษารอยดำ หรือการทำเลเซอร์ที่เจาะจงเฉพาะผิวหนังชั้นบน จึงไม่สามารถรักษากระลึกให้หายขาดได้ • เป็นการรักษาที่ต้องใช้เวลา และทำต่อเนื่องเพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจน • การทาครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กระโฮริเข้มขึ้น ปรึกษาฝ้ากระ​กับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง​ ด้วยประสบการณ์กว่า10,000​เคส​  คุณหมอใบเฟิน​​ จากจุฬาลงกรณ์​นัดได้ที่​ Labella​ Clinicชั้น​3 The Century Mallติด​ BTS​ อนุสาวรีย์​Tel​/ Line​ 0990516262TikTok: tiktok.com/@dr.baifernofficialFB​: Chuladoctorlink FB : https://www.facebook.com/profile.php? id=100086545053757IG:  @DoctorbaifernLine : Chuladoctorlink line : https://lin.ee/kTr1lKlhttps://lin.ee/kTr1lKl

รายละเอียดทั้งหมด
สถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ AED ช่วยคุณได้

สถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ AED ช่วยคุณได้

สถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ AED ช่วยคุณได้วันนี้แอดมินจะมายกตัวอย่างกรณีใดบ้าง ที่เครื่อง AED สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยได้ จะมีแบบไหนบ้างนั้น เรามารับชมไปพร้อมกันเลยค่ะ https://youtube.com/shorts/HFKP64KcNpM  #แอลโคเทคใส่ใจห่วงใยทุกชีวิต สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 สามารถดูสินค้าได้ที่ www.alco-tec.co.th #AED #Lifeline #Defibtech #lifelinearm #view #AED #lifelineview #เครื่องกระตุกหัวใจ #เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ #defibrillator #เครื่องกระตุ้นหัวใจ

รายละเอียดทั้งหมด
AED เครื่องช่วยชีวิตทางรอดของผู้ป่วยฉุกเฉิน

AED เครื่องช่วยชีวิตทางรอดของผู้ป่วยฉุกเฉิน

AED เครื่องช่วยชีวิตทางรอดของผู้ป่วยฉุกเฉินวันนี้แอดมินจะมาแนะนำ ให้เพื่อนๆรู้จักเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED กันค่ะโดยเครื่อง AED จะมีประโยชน์อย่างไร? และช่วยเหลืออะไรได้บ้างนั้น? มารับชมพร้อมกันค่ะSaving a life begins with the right equipment สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://youtube.com/shorts/_b_wWycGb4s   Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า)หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 สามารถดูสินค้าได้ที่ https://shop.line.me/@alcotec/product/1001132127 #AED #Lifeline #Defibtech #lifelinearm #view #AED #lifelineview #เครื่องกระตุกหัวใจ #เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ #defibrillator #เครื่องกระตุ้นหัวใจ

รายละเอียดทั้งหมด
โรคลิ้นหัวใจรั่วและโรคลิ้นหัวใจตีบ (Regurgitation and Stenosis)

โรคลิ้นหัวใจรั่วและโรคลิ้นหัวใจตีบ (Regurgitation and Stenosis)

โรคลิ้นหัวใจรั่วและโรคลิ้นหัวใจตีบ (Regurgitation and Stenosis) “ลิ้นหัวใจ” ทำหน้าที่เป็นประตูกั้นระหว่างห้องหัวใจทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนเลือดให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ หากลิ้นหัวใจมีความผิดปกติอาจส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดและนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยโรคลิ้นหัวใจแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือโรคลิ้นหัวใจตีบ (Stenosis) และโรคลิ้นหัวใจรั่ว (Regurgitation) โรคลิ้นหัวใจ  คือ โรคที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ (ลิ้นหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว) ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ การทำงานของหัวใจผิดปกติ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ โรคลิ้นหัวใจ พบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ พบทั้งในเพศชายและเพศหญิง สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจในเด็กแรกเกิดมักเป็นความพิการหรือความผิดปกติแต่กำเนิด ส่วนในวัยผู้ใหญ่มักเป็นโรคลิ้นหัวใจที่เกิดตามหลังไข้รูมาติก (Rheumatic fever and rheumatic heart disease) และในผู้สูงอายุมักเป็นจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจตามอายุ ส่วนสาเหตุอื่นๆที่พบได้ เช่น การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจรั่วจากกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติเป็นต้น หัวใจของคนเราทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ และเนื้อเยื่อทุกส่วนต่างๆในร่างกาย แบ่งเป็นซีกซ้ายและขวา แต่ละซีกจะแบ่งเป็นห้องบนล่าง สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจรั่วและลิ้นหัวใจตีบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชนิดที่ก่อให้เกิดไข้ ข้ออักเสบ เกิดผื่นตามตัว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เชื้อเข้าสู่หัวใจ ส่งผลทำให้ลิ้นหัวใจติดเชื้อ และเกิดอาการของลิ้นหัวใจอักเสบ และพองตัวหนา ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เกิดจากความผิดปกติที่มาแต่กำเนิดซึ่งอาจมีสาเหตุจากหลายปัจจัยขณะตั้งครรภ์หรืออาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เกิดจากร่างกายได้รับหินปูนมาก ทำให้บางส่วนไปเกาะตามลิ้นหัวใจมากเกินปกติจนทำให้ลิ้นหัวไม่ทำงานหรือทำงานได้ไม่ตามปกติ เกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจตามอายุการทำงาน ซึ่งมักเกิดกับผู้มีอายุมากแล้ว ร่วมด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่น การบวมโตของลิ้นหัวใจ และการมีหินปูนมาเกาะบริเวณลิ้นหัวใจ อาการและภาวะโรคแทรกซ้อน ระยะเริ่มแรก จะมีอาการเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะขณะตั้งครรภ์หรือขณะที่มีเพศสัมพันธ์ หากมีอาการรุนแรง มักจะรู้สึกเหนื่อยง่ายโดยที่อยู่เฉยๆ มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการเจ็บและแน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด สาเหตุจากปอดมีเลือดคั่งหรือเส้นเลือดในปอดแตก มีอาการเสียงแหบ เมื่ออาการของโรครุนแรงมากจากสาเหตุหัวใจห้องบนซ้ายโต และมีการกดทับเส้นประสาทเสียง อาจมีอาการอัมพาต ที่เกิดจากภาวะลิ่มเลือดไปอุดตันในเส้นเลือดบริเวณสมอง ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคลิ้นหัวใจมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้ ตรวจเช็คสุขภาพฟันหรือทำฟันให้เรียบร้อยก่อนเข้านอนโรงพยาบาล งดรับประทานยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ได้แก่ แอสไพริน (ASA) งดสูบบุหรี่และงดดื่มสุราก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรรับประทานอาหารเค็ม พักผ่อนให้เพียงพอ ต้องเข้านอนโรงพยาบาลก่อนผ่าตัด 1-2 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการผ่าตัดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สิ่งที่ท่านต้องเตรียมสำหรับการเข้านอนโรงพยาบาล เช่น ยาที่ผู้ป่วยรับประทานเป็นประจำ หนังสือส่งตัวเพื่อมารักษาต่อที่โรงพยาบาลต่างๆ บัตรประชาชนและบัตรประจำตัวผู้ป่วย ของใช้ส่วนตัว และเสื้อผ้า ที่สำคัญควรมีญาติที่สามารถติดต่อและดูแลท่านได้มาด้วย   การรักษา การรักษาด้วยยา ตามอาการ เช่น ยาควบคุมปัสสาวะ ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด และยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด การขยายลิ้นหัวใจ ซึ่งจะใช้ในกรณีลิ้นหัวใจตีบ การผ่าตัดโดยการเปลี่ยนลิ้นหัวใจหรือซ่อมแซมลิ้นหัวใจ ด้วยการผ่าตัดขยายรูของลิ้นหัวใจหากมีการตีบ การเย็บรูของลิ้นหัวใจที่มีการรั่ว รวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมแทนลิ้นหัวใจ ที่ไม่สามารถใช้งานได้ CH 9 Airport Hospital   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
ฟิลเลอร์ปาก...จิ้มตรงไหน? ช่วยให้คุณสวยได้อย่างไร...มาดูกัน

ฟิลเลอร์ปาก...จิ้มตรงไหน? ช่วยให้คุณสวยได้อย่างไร...มาดูกัน

ฟิลเลอร์ปาก...จิ้มตรงไหน? ช่วยให้คุณสวยได้อย่างไร...มาดูกัน เติมมุมปากทั้งสองข้างให้ยกมุมปากให้ดูอมยิ้มตลอดเวลา ยังช่วยยกมุมปากที่ตกให้ดูยกขึ้น เติมเกาลัดด้านบน ทำให้เกาลัดดูใสๆ ดูปากน่ารัก เติมริมฝีปากล่างให้ริมฝีปากล่างดูอิ่มเอิบ ลดรอยเหี่ยวย่นของปาก เพิ่มความเซ็กซี่ของปาก เติมเส้นริมฝีปากเพื่อเพิ่มเนื้อริมฝีปากให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบ ปากดูใสๆ เพิ่มความเซ็กซี่แบบผู้หญิง อย่างไรก็ตาม การเติมฟิลเลอร์ริมฝีปากนอกจากจะเพิ่มเนื้อสัมผัสของริมฝีปากแล้ว ยังสามารถปรับรูปปากให้ดูสวยงามได้อีกด้วย ปรับโหงวเฮ้งปากคว่ำให้สวยยกกระชับเพิ่มความโดดเด่นของใบหน้า ร่องลึกของปากหายไป เวลาแต่งหน้าทาลิปสติกก็สวยไม่ตกร่อง ไม่จำเป็นต้องเติมบ่อยๆ และทำให้หน้าของเราดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ "ให้เราเป็นแฟนของคุณ...คุณ"@สระรุตตาคลินิก LiNE-ID: @saruttaclinicFacebook: SaruttaClinicInstagram: @SaruttaClinicโทรศัพท์: 081-340-5312

รายละเอียดทั้งหมด
ชีพจรเต้นเร็วอันตรายต่อชีวิตหรือไม่

ชีพจรเต้นเร็วอันตรายต่อชีวิตหรือไม่

ชีพจรเต้นเร็วอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ (Is high pulse dangerous?) ปกติแล้วคนทั่วไปชีพจรจะเต้น 60-100 ครั้งต่อนาที แต่รู้หรือไม่ว่าคนที่มีสุขภาพดีชีพจรจะเต้นต่ำกว่า 90 ครั้งต่อนาที เพราะการที่หัวใจเต้นเป็นปกติดีแสดงถึงความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดต่าง ๆ แล้วถ้าชีพจรเต้นเร็วผิดปกติล่ะ จะมีอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ ชีพจรเต้นเร็วเป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกอะไรกับเรา การที่ชีพจรเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาทีนั้นพบว่ามีความสัมพันธ์กับหัวใจที่เต้นเร็ว เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะให้ทั่วร่างกาย ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่เตือนว่าร่างกายมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในทางกลับกัน หากชีพจรเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด หมดสติ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตต่ำได้ วิธีการวัดชีพจรต้องทำอย่างไร ก่อนที่จะวัดชีพจรต้องงดทำกิจกรรมเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ขึ้นบันได ยกของหนัก หรือการทำงานหนักที่หัวใจเต้นเร็วแรงขึ้น ดังนั้น ควรวัดชีพจรตอนที่นั่งพักเฉย ๆ มาสักระยะแล้วอย่างน้อย 5-10 นาที รวมถึงการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนอย่างชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หากดื่มมาแล้วควรเว้นระยะก่อนวัดชีพจร 1 ชั่วโมงขึ้นไป วิธีการวัดชีพจรง่าย ๆ ทำได้โดยการวางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนข้อมือ กดลงไปเบา ๆ จะรับรู้ได้ถึงสัญญาณชีพที่เต้นตุ้บ ๆ อยู่ ให้จับเวลา 30 วินาทีแล้วนับว่าหัวใจเต้นไปกี่ครั้ง จากนั้นนำตัวเลขที่วัดได้มาคูณสอง (x2) ผลลัพธ์ที่ออกมาคือจำนวนการเต้นหัวใจภายใน 1 นาที และเพื่อความแม่นยำแนะนำให้ทำซ้ำอย่างน้อย 2-3 ครั้งแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย เคล็ดลับการวัดชีพจรให้ได้ผลดี : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวัดชีพจรคือตอนเช้าหลังจากการตื่นนอน แต่หากว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ สามารถตรวจชีพจรอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์โดยวัดชีพจรในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้า กลาง เย็น และก่อนนอน จากนั้นนำมาค่าหาเฉลี่ยจะได้ค่าชีพจรที่ถูกต้อง เมื่อเกิดภาวะชีพจรเต้นเร็วเกินไปจะทำอย่างไรดี ถ้าชีพจรเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที วิธีการเบื้องต้นที่สามารถช่วยได้ผลเป็นอย่างดีคือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยครั้งละอย่างน้อย 30 นาที และอย่าปล่อยให้ตัวเองอ่อนเพลีย ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าลืมว่าการวัดชีพจรเป็นเพียงการตรวจด้วยตนเองแบบง่าย ๆ เท่านั้น ปัจจัยที่จะให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดยังมีอีกหลายสาเหตุ ถ้าชีพจรเต้นเร็วทุกครั้งที่ทำการตรวจ ร่วมกับอาการเหนื่อยหอบ เจ็บหรือแน่นหน้าอกเมื่อต้องออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด CH 9 Airport Hospital   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
High quality SpO2 Sensor

High quality SpO2 Sensor

High quality SpO2 Sensor วันนี้แอดมิน นำข้อมูลดีๆมาฝากเพื่อนๆกันค่ะ เป็นเรื่องของสาย SpO2 Sensor ที่ใช้กับเครื่องมอนิเตอร์ เพื่อวัดค่าออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วย โดยจุดเด่นของแบรนด์ Envitec by Honeywell จะมีอะไรบ้างนั้น มารับชมกันเลยค่ะ Saving a life begins with the right equipment สนใจสินค้า หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 #envitecbyhoneywell #envitec #spo2sensor #sensor #pi #pr #spo2 #fingertip #softip #sensor

รายละเอียดทั้งหมด
เรื่องราวเกี่ยวกับหัวใจของมนุษย์ที่เราจำเป็นต้องรู้ และ โรคหัวใจที่มีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีมีอะไรบ้าง?

เรื่องราวเกี่ยวกับหัวใจของมนุษย์ที่เราจำเป็นต้องรู้ และ โรคหัวใจที่มีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีมีอะไรบ้าง?

เรื่องราวเกี่ยวกับหัวใจของมนุษย์ที่เราจำเป็นต้องรู้ และ โรคหัวใจที่มีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีมีอะไรบ้าง? (Did you know facts about human heart and What are the symptoms of heart disease with sudden onset?) หัวใจของมนุษย์มีทั้งหมด 4 ห้อง แบ่งเป็นด้านซ้าย-ขวาโดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน–ล่างโดยลิ้นหัวใจ ในทุกๆวันหัวใจคนเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน ซึ่งเป็นการทำงานปกติของ “หัวใจ” ส่วนสาเหตุที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ ได้แก่ การไม่ออกกำลังกาย มีน้ำหนักตัวที่เกินกว่าค่ามาตรฐาน ระดับไขมันในเลือดสูง บุคคลที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ โรคหัวใจที่มีอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีมีอะไรบ้าง? เรามาเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อป้องกันการเกิดโรคและการให้การช่วยเหลือ หากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างถูกวิธีกันเถอะ! มีอาการเหนื่อยเวลาออกกำลังกาย – เพราะหัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งขณะที่เราออกกำลังกายหัวใจจะทำงานหนักมากขึ้น เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก – มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว – เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่างเพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ – ปกติหัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจขยับไปถึง 150-250 ครั้ง/นาที เป็นลมหมดสติ – คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน – ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของโรคหัวใจ วิธีการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ การไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ เช่น การตรวจเลือดแล้วพบว่า เป็นเบาหวานหรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน นอกจากนี้ หากเราไปเอ็กซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ มันก็อาจจะเป็นข้อตระหนักได้ว่า เราอาจจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือไม่ก็โรคกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกรณีที่ตรวจพบว่า มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ เราควรรีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน แนวทางการรักษาโรคหัวใจ   หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะให้คำแนะนำในการรักษาตามอาการของผู้ป่วย โดยที่แนวทางการรักษาจะประกอบด้วย 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือ การรักษาด้วยยา เครื่องมือพิเศษ และการผ่าตัดในส่วนของการรักษาทางยา และอุปกรณ์พิเศษแพทย์จะให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย รวมทั้งให้ยารักษาตามอาการ และในบางกรณีอาจใช้วิธีการฝังหรือใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์พิเศษอื่นๆ เพื่อรักษาอาการศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ก็อาจมีความจำเป็นต้องทำการผ่าตัด   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
iBlow10C เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์

iBlow10C เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์

ด้วยมาตราการ Social Distancing เว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาแอดมินขอเสนอ iBlow10C เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ที่มีระบบตรวจจับแอลกอฮอล์ได้ในระยะห่างสูงสุด 1 เมตร อีกทั้งสามารถเป่าโดยไม่ต้องถอดแมสได้อีกด้วย Enhance safety for life #ฺbreathalyzer #iblow10c #sentech #alcotec #socialdistancing สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) : https://lin.ee/yShkBR2 หรือ 02-862-0254 IG: alcotec_thailand : https://www.instagram.com/alcotec_thailand  

รายละเอียดทั้งหมด
การฝังสีปาก (Nano Baby Lips)

การฝังสีปาก (Nano Baby Lips)

การฝังสีปาก (Nano Baby Lips) ฝังสีปาก คือการใช้เข็มฝังสีเข้าไปฝังไว้ที่ริมฝีปาก เพื่อให้ปากมีสีระเรื่อๆ เบาบาง โดยเทคนิคนี้ จะมีความบางเบากว่าการสักปาก โดยใช้เข็มฝังลงบริเวณผิวชั้นนอก เป็นการฝังแบบเบาบาง ทะนุถนอมผิว การฝังสีปากช่วยเรื่องอะไรบ้าง...มาฟังกันเลยคะ ตอบโจทย์ปัญหาปากคล้ำทุกสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น •คล้ำแต่กำเนิด  •คล้ำเพราะแพ้ลิปสติก  •คล้ำเพราะพฤติกรรมชอบเลียริมฝีปาก •ช่วงอำพรางร่องลึกที่ริมฝีปาก •ช่วยปรับรูปปากให้สวย สีที่ใช้เป็นสี organic สกัดจากธรรมชาติไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หลังทำ...ริมฝีปากจะกายเป็นสีอมชมพูธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด ดูสุขภาพดี สีจะถูกส่งลงไปที่ผิวหนังชั้นบน ฉนั้นสีที่ได้หลังทำจึงสดใส ไม่ตุ่นคล้ำ และสีไม่ผิดเพี้ยนนะคะ การทำครั้งหนึ่ง..สีจะติดคงทนนาน 3-5 ปี ในขณะทำจะไม่เกิดบาดแผล ไม่มีเลือดเนื่องจากเป็นการทำบริเวณผิวหนังชั้นบนเพียงเท่านั้นคะ หลังทำเสร็จอาจจะมีอาการเจ่อ ตึง ที่ปาก 1-3 วันก็เป็นปกติคะ สีที่ทำจะเห็นชัดเจนหลังทำไปประมาณ 1 เดือน งานของเราสามารถเลือกเฉดสีได้ด้วยนะคะ เห็นผลลัพธ์แบบนี้แล้ว...เพื่อนๆคนไหนสนใจทักมานะคะ line id: @saruttaclinicFacebook: SaruttaClinicInstagram: @SaruttaClinicโทรศัพท์: 081-340-5312  

รายละเอียดทั้งหมด
รักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดี

รักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดี

รักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดี ( Love isn’t a reward for being a good person) อย่าทำดีเพื่อหวังให้ใครมารักอย่ารักใครเพียงเพราะเขาดีเพราะท้ายที่สุด #รักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดีในบทความนี้คงได้พูดถึงคนสองคนไปพร้อม ๆ กันคนแรกคือคนที่พร้อมจะทำดีทุกอย่างเพื่อความรักคนสองคือคนที่เลือกจะลองรักใครซักคนเพราะเขาเป็นคนดีเมื่อเรารักใครสักคน และต้องการให้เขารักเราตอบเราจึงเป็นคนที่พร้อมจะทุ่มเททุกอย่างการทำสิ่งดี ๆ ให้เขาอย่างไรเงื่อนไขก็เป็นไอเดียแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในหัวพร้อมทุ่มเททุกสิ่งอย่าง เพื่อแลกซึ่งความรักเช่นเดียวกันเมื่อเราเหงา ๆ เดียวดายการได้ใครสักคนมาเติมเต็มหรือแก้ขัดก็คงไม่ได้แย่หรือเลวร้ายอะไรถ้าคน ๆ นั้นทำดีกับเรา เลือกเขามาแล้วอย่างน้อยเขาก็ไม่เลวใส่เราหรอกความอันตรายของคนที่ใช้ความดีแลกความรักคือความเชื่อและความคาดหวังที่ว่าความดีจะนำมาซึ่งความรัก...ที่แท้จริงความน่ากลัวของคนที่ลองรักเพราะความดีคือเมื่อวันหนึ่งคุณไม่ได้ต้องการความดีของเขาแล้วคุณอาจจะไม่ได้รักเขาอีกต่อไป...ความรักกับความดี มันคนละเรื่องกันแม้บางครั้งมันจะไปด้วยกันได้ก็ตามแต่สวรรค์ พระเจ้า หรือธรรมชาติยุติธรรมกว่าที่เราคิดสิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกคนได้พบเจอกับความรักไม่ว่าจะดีหรือเลวก็ตามไม่มีอะไรการันตีเลยว่าความดีจะนำมาซึ่งความรักคนบางคนก็เลวชนิดที่น่าเหลือเชื่อแต่ก็ยังมีคนรักคนแบบนี้อยู่บนโลกคนบางคนก็ดีอย่างน่าเหลือเชื่อแต่เขาก็ยังผิดหวังในความรักความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกถ้าเขารู้สึกที่จะรักเราสุดท้ายแล้วเขาก็รัก ถ้าเขาไม่รู้สึกรักแล้ว ยังไงเขาก็ไม่รักความจริงมันก็เรียบง่ายแบบนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเลิกเป็นคนดีหรือไม่ทำดีกับใครเวลารักเขา เช่นเดียวกัน...คุณยังรักคนที่ทำดีกับคุณได้ ถ้าคุณรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆไม่ได้ลองรักเขาเพื่อกลบเกลื่อนความเหงาในใจถ้ารักเขาเมื่อไหร่ แล้วพร้อมทุ่มเทอย่างสุดใจมันคือตัวตนที่แท้จริงของคุณ ก็จงเป็นคุณอย่างเดิมแต่อย่าได้เชื่อหรือหวังไปเลยว่าความดีทั้งหมดจะทำให้อีกฝ่ายรักคุณได้ เขาจะรักหรือไม่รัก ท้ายที่สุดแล้ว มันก็อยู่ที่ใจเขานั่นแหละนะ... เวลาเหงา ๆ เดียวดาย ก็ต้องฝึกที่จะรับผิดชอบตัวเองอย่างดึงใครเข้ามาเล่น ๆ ในช่วงเวลาที่คุณต้องการใครบางคน ใครที่จะไม่ทำเรื่องแย่ ๆ กับคุณคุณอาจจะรักเขาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากที่คุณไม่ได้ต้องการความดีนั้นแล้ว คุณก็สามารถหมดรักเขาได้ท้ายที่สุดแล้ว แยกความรัก ออกจากความดีไม่คาดหวังในสิ่งที่หวังไม่ได้ปล่อยให้หัวใจได้ทำงานในแบบของมันเราทุ่มเทได้ แต่ไปตีกรอบหรือบังคับใครไม่ได้เราเหงาหรือเดียวดาย ก็เป็นความรับผิดชอบของเราอย่าหวังให้ความรักเป็นรางวัลจากการทำดีอย่าใช้ความรักเป็นผลตอบแทนคนที่คลายเหงาอย่าทำดีเพื่อหวังให้ใครมารักอย่ารักใครเพียงเพราะเขาดีเพราะท้ายที่สุด #รักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดีFacebook - Trust. นักจิตวิทยาการปรึกษาTel - 0649721915Line ID - trust.counseling

รายละเอียดทั้งหมด
เครื่องกำเนิดโอโซน

เครื่องกำเนิดโอโซน

https://youtube.com/shorts/Co295FzIlGo   https://www.alco-tec.co.th/th/ Line : @Alcotec (มี @ นำหน้า) หรือคลิก https://lin.ee/yShkBR2 สามารถดูสินค้าได้ที่ https://shop.line.me/@alcotec/product/1002050293 #OxygenConcentrator #เครื่องผลิตออกซิเจน #LF05A #Oxygen #ออกซิเจน #SpO2#lepu #medical #lepumedical

รายละเอียดทั้งหมด
โรคหัวใจรูมาติก

โรคหัวใจรูมาติก

โรคหัวใจรูมาติก (Rrheumatic heart disease) วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคหัวใจรูมาติกว่าคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไรบ้างและมีอาการแบบไหน ที่สำคัญคือเราสามารถป้องกันและรักษาโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง เป็นโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย โรคหัวใจรูมาติกเป็นโรคหัวใจที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด แต่มักพบในเด็กโดยที่บางครั้งเด็กไม่มีอาการชัดเจน มาทราบอีกครั้ง เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พบว่าเกิดลิ้นหัวใจพิการขึ้น จัดว่าเป็นสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจพิการ(ตีบ รั่ว) ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย เด็กในวัยเรียนอาจพบโรคหัวใจรูมาติกได้ประมาณ 0.35-1.4 คนต่อเด็ก 1,000 คน และในผู้ที่อายุมากกว่า 15 ปีพบได้ประมาณ 3 คนต่อ 1,000 คน โดยในผู้ใหญ่ลักษณะที่พบจะเป็นผลจากการอักเสบของลิ้นหัวใจในวัยเด็ก ส่วนใหญ่พบในชุมชนแออัด ยากจน ในประเทศกำลังพัฒนา ลักษณะโดยทั่วไปคือ ไข้รูมาติก พบในคนทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กอายุ 5-15 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างยากจน หรืออยู่กันอย่างแออัด ผู้ป่วยไข้รูมาติก ถ้ามีอาการกำเริบซ้ำ ๆ ซาก ๆ จะทำให้หัวใจมีการอักเสบเรื้อรัง และในที่สุดลิ้นหัวใจ จะเกิดการพิการ คือ ตีบและรั่ว เมื่อถึงขั้นนี้ เราเรียกโรคลิ้นหัวใจพิการชนิดนี้ว่า โรคหัวใจรูมาติก ซึ่งในประเทศเรามีการสำรวจพบว่า ในหมู่นักเรียนอายุ 5-15 ปี ในบางที่ ที่มีผู้ป่วยหัวใจรูมาติกประมาณ 0.5-2.1 ต่อนักเรียน 1000 คน   มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง โรคนี้เริ่มต้นจากการติดเชื้อคออักเสบ หรือ ต่อมทอนซิลอักเสบ จากเชื้อโรคที่ชื่อ เบต้าสเตรปโตคอคคัสกลุ่ม เอ (Beta- hemolytic Streptococcus Group A) ซึ่งติดต่อกันง่ายมากในชุมชนแออัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก หรือที่ ๆ มีผู้คนอยู่ หนาแน่น ไม่ถูกสุขลักษณะบางคนได้รับเชื้อนี้แล้ว เกิดคออักเสบขึ้น รักษาแล้วอาการหายไป แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายมี การตอบสนองต่อการติดเชื้อนี้ผิดปกติ โดยร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายเชื้อ แต่ภูมิต้านทานเหล่านี้กลับมาทำลายตัวเอง ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะหลายระบบ เช่น ผิวหนังอักเสบ (Erythema marginatum, Subcutaneous nodule) ระบบประสาทผิดปกติเกิดชัก หรือ เคลื่อนไหวผิดปกติ (Chorea) ปวดตามข้อหลายๆข้อ (Polyarthritis) หัวใจอักเสบ (Carditis) ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ   ลักษณะอาการของไข้รูมาติก มีไข้ ปวดบวมตามข้อ มีปุ่มใต้ผิวหนัง ผิวหนังเป็นผื่นแดง กล้ามเนื้อกระตุกไม่มีแรง และมีหัวใจอักเสบ คือ บวม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก หอบ เป็นต้นที่สำคัญก็คือประมาณครึ่งหนึ่งของไข้รูมาติก จะมีหัวใจอักเสบร่วมด้วย และอาจจะกลายเป็นโรคหัวใจเรื้อรังไปได้ แต่การอักเสบที่อวัยวะอื่น ๆ จะหายเป็นปกติได้เอง เมื่อมีการอักเสบของหัวใจจากไข้รูมาติก อาจทำให้หัวใจวายและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หลังจากพ้นระยะอักเสบอาจกลายเป็นโรคหัวใจรูมาติกเรื้อรังได้ คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสมรรถภาพ ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ ถ้ามีความพิการที่ลิ้นหัวใจมาก อาจต้องผ่าตัดแก้ความพิการ หรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่ โดยใช้ลิ้นเทียมหรือจากหัวใจผู้อื่น   วิธีการป้องกันและแนวทางการรักษา ควรให้เด็กๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ อาหาร โปรตีน และผักผลไม้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงต่อต้านเชื้อโรคได้ ไม่ควรอยู่ในที่แออัด เพราะจะมีโอกาสแพร่และรับเชื้อโรคสเตรปโตคอคคัสได้โดยง่าย เด็กที่มีอาการเจ็บคอ ปวดข้อ หอบเหนื่อย บวม ฯลฯ ควรรีบไปหาแพทย์โดยเร็ว ผู้ที่เป็นไข้รูมาติกแล้ว จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ รับยาฉีดหรือกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันการกลับของไข้ไปจนตลอดชีวิต คำแนะนำวิธีการปฏิบัติเมื่อมีอาการหรือสงสัยว่าเป็นไข้รูมาติก ถ้าพบเด็กมีอาการปวดข้อ หรือมีอาการสงสัยว่าเป็นไข้รูมาติก ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยเร็ว และถ้าเป็นโรคนี้จริง ควรแนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ จะช่วยป้องกันมิให้กลายเป็นโรคหัวใจรูมาติกได้ เนื่องจากโรคนี้ พบมากในเด็ก อายุ 5-15 ปี ซึ่งอยู่ในวัยเรียน ครูในโรงเรียนและเจ้าหน้าที่อนามัยโรงเรียน จึงนับว่ามีบทบาทต่อการควบคุม และป้องกันโรคนี้ได้เป็นอย่างมาก ควรหาทางส่งเสริมสนับสนุนให้ครู และเจ้าหน้าที่อนามัยที่โรงเรียนมีความรู้ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ CH 9 Airport HospitalConvenience Hospital Company Limited90/5 Moo 13, King Kaew Rd.,Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee,Samutprakarn 10540Call : +668 0074 8800, +662 115 2111Fax : +662 738 9740Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery) โรคเส้นเลือดหัวใจตีบสาเหตุคืออะไร อันตรายแค่ไหน รักษาอย่างไร และแนวทางการป้องกันโรคต้องทำอย่างไรบ้าง คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆโดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน  อาการเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร เป็นอาการที่มีความสำคัญเพราะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้นทุกท่านจึงควรให้ความสำคัญกับอาการของเส้นเลือดหัวใจตีบ อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดจากผนังเส้นเลือดหัวใจเกิดอาการตีบจากไขมันและการอักเสบบริเวณผนังเส้นเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย อาการของเส้นเลือดหัวใจตีบมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกเจ็บตรงกลาง เจ็บตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรมาทับ มีร้าวไปที่ไหล่ด้านซ้ายหรือร้าวไปที่คางได้ มักพบอาการเหงื่อแตก ตัวเย็น ใจสั่นได้ในขณะที่มีอาการ มักจะมีอาการในขณะที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักนั่งพักมักจะดีขึ้น ในบางรายอาจจะมาด้วยจุกแน่นลิ้นปี่ หายใจไม่ออกอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบอีกเช่น หน้ามืด เป็นลม หมดสติหรือเสียชีวิตได้  การวินิจฉัยภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะทำการซักประวัติตรวจร่างกายผู้ป่วย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือดเพื่อดูค่าของกล้ามเนื้อหัวใจ การฉีดสีเพื่อประเมินเส้นเลือด การทำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อดูแคลเซี่ยมที่เกาะที่ผนังเส้นเลือดหัวใจ การวิ่งสายพาน การเอกซเรย์ การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ การรักษาเส้นเลือดหัวใจตีบ ขึ้นกับอาการและความรุนแรงของโรค การใช้ยา ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดไขมัน ยาลดความดัน การสวนหัวใจ การใส่บอลลูนและขดลวด การผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ การป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบได้แก่ การรักษาโรคประจำตัวเรื้อรังให้อยู่ในเกณฑ์ เช่น เบาหวานก็ควรควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมาย ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การงดสูบบุหรี่ การงดดื่มสุรา การควบคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเห็นได้ว่าภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ เป็นภาวะที่สำคัญ มีความรุนแรง จึงควรป้องกันในสิ่งที่ป้องกันและควบคุมได้ ถ้ามีอาการที่ท่านสงสัยก็ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการประเมินและรักษาอย่างทันท่วงที พญ. พันธิตรา ศิริปัญจนะ CH 9 Airport Hospital   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าต้องฉีด สเต็มเซลล์อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ที่สุดและข้อปฏิบัติตัวก่อนและหลังการ รักษา

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่าต้องฉีด สเต็มเซลล์อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ที่สุดและข้อปฏิบัติตัวก่อนและหลังการ รักษา

11.     Q: การฉีด ควรจะลงลึกที่ผิวชั้นไหน ที่จะได้ผลลัพธ์ดีที่สุด           A: ชั้นหนังแท้ (Dermis) เนื่องจากชั้นนี้จะพบ Fibroblast มากซึ่งเป็นเซลล์ที่จะสร้างคอลลาเจน จะฉีดสเต็มเซลล์ในชั้นนี้เพื่อต้องการให้ ไปสร้างเซลล์ fibroblast ให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างคอลลาเจนต่อไป 12.     Q: ข้อปฏิบัติตัว ก่อนการบําบัดด้วย MSCs? เรา            A:      1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน                     2. พักผ่อนให้เพียงพอ                     3. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่หักโหม                     4. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง                     5. งดการสูบบุหรี่อย่างน้อย 24 ชั่วโมง                     6. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพ                     7. หลีกเลี่ยงการทำเอกซเรย์ การสัมผัสคลื่นไมโครเวฟ เช่น อาหารจากไมโครเวฟ หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น MRI อย่างน้อย 3 วัน ราคา                     8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ อย่างน้อย 48 ชั่วโมง                     9. สามารถใช้ยาประจําตัวตามที่แพทย์สั่งได้ตามปกติ                     10. งดการฉีดวัคซีนภายใน 4 สัปดาห์ 13.     Q: ขั้นตอนการบําบัดด้วย MSCs?           A:       ปรึกษาแพทย์ คนไข้ปรึกษาแพทย์ โดยให้เห็นสภาพปัญหาผิวพรรณจริง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาด้านผิวพรรณ ในเชิงลึกเพื่อกำหนดจำนวนเซลล์ (หน่วย: ล้านเซลล์) ที่จะใช้สำหรับแต่ละบุคคล เพราะจะขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการรักษา      14.     Q: ข้อปฏิบัติตัว หลังการบําบัดด้วย MSC?           A:       1. งดใช้ครีมบํารุง ครีมกันแดด และเครื่องสําอางทุกชนิด ในบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 1 วัน                     2. งดทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ รวมถึงการอบซาวน่า อย่างน้อย 2 สัปดาห์                     3. ควรประคบเย็น 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวม และอาการเขียวช้ำหลังการฉีด               4. หลีกเลี่ยงการสัมผัส กับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน ๆ                     5. อาจจะเกิดอาการบวม หรือมีรอยเขียวช้ำาหลังการฉีด ในช่วงสัปดาห์แรก โดยอาการดังกล่าวนี้จะดีขึ้นเองภายใน 1 – 2 สัปดาห์                     6. ควรรับบริการต่อเนื่องตามคำแนะนําของแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่ดี 15.     Q: ฉีดสเต็มเซลล์ที่ไหนดี สเต็มเซลล์แต่ละชนิดแตกต่างอย่างไร ควรคัดเลือกความน่าเชื่อถือของ Lab อย่างไร            A:      1. เลือกใช้ Stem Cell จาก Lab ชั้นนํา ผ่านมาตรฐาน AABB (มาตรฐาน Lab Stem Cell USA)                     2. เลือกใช้เซลล์ กลุ่ม MSC Cell ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามวิจัย คือ อยู่ใน Passage P1 – P3 ซึ่งเป็น Cell ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมีความเข้มข้นสูง เนื่องจากผ่านกระบวนเพิ่มจำนวนที่น้อยกว่า Cell ใน Passage อื่น ๆ (โดย Lab พาณิชย์ทั่วไปส่วน ใหญ่จะใช้ เซลล์จาก P12 - 21 โดยเฉลี่ย ซึ่งมีความเจือจางกว่าหลายเท่า)                     3. มีใบรับรองคุณภาพ Stem Cell Contact info:line:@451tgclo Phone: 090-294-6095 Phone: 099-051-6262

รายละเอียดทั้งหมด
คําถามและตอบเกี่ยวกับนวัตกรรมเซลล์ บําบัด ชะลอวัย เพื่อผิวเนียนใส ย้อนวัยแรกรุ่น ด้วยสเต็มเซลล์

คําถามและตอบเกี่ยวกับนวัตกรรมเซลล์ บําบัด ชะลอวัย เพื่อผิวเนียนใส ย้อนวัยแรกรุ่น ด้วยสเต็มเซลล์

6. Q: ผลของ Stem Cell จะช่วยฟื้นฟูผิวในระดับเซลล์ (Cellular Level) ทำให้ผิวแข็งแรง เพื่อตอบสนองต่อการรักษา อะไรๆ ก็ดีขึ้นได้ A : เพื่อชะลอความชราของผิว ผิวดูอ่อนกว่าวัย ฟื้นฟูผิว ริ้วรอยตื้นจางลง คืนความชุ่มชื่น และยังคืนความกระชับให้กับผิว และความเต่งตึงให้กับผิว หลังฉีดบางคนพบว่าผ้ากันแดดก็จางลงเช่นกัน 7. ถาม: การฉีด MSC เป็นอย่างไร และจะเริ่มเห็นผลภายในกี่วัน? และเอฟเฟกต์จะคงอยู่นานแค่ไหน? A : MSCs ที่ฉีดเข้าใบหน้า แนะนำให้ฉีดตั้งแต่ 1-5 ล้านเซลล์ทั่วใบหน้า ช่วงที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 2-3 วันแรกจะเห็นผลชัดเจนใน 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละราย และผลการรักษาขึ้นอยู่กับจำนวนเซลล์ที่ฉีด คุณภาพเซลล์ที่ฉีดและพฤติกรรมของผู้ป่วยเอง แต่โดยทั่วไปจะอยู่ได้ตั้งแต่ 3-12 เดือน 8. Q: ผลการฉีดสเต็มเซลล์เข้าสู่ใบหน้า A : ลดเลือนริ้วรอยร่องลึกช่วยให้ผิวเต่งตึง เรียบเนียน รูขุมขนกระชับ ผิวเปล่งปลั่ง กระจ่างใส มีออร่าที่ชัดเจน เช่น ใบหน้า คอ ร่องแก้ม ใต้ตา หน้าผาก แก้ม ฯลฯ 9. Q: ผลการฉีดสเต็มเซลล์ทางหลอดเลือดดำ A : เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างเซลล์ผิวให้เต่งตึง ยกกระชับ ปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส เปล่งปลั่ง แข็งแรง อ่อนเยาว์ นุ่มเนียน ลบเลือนริ้วรอย ผิวเรียบเนียนทั่วเรือนร่าง และยังสามารถป้องกันผื่นแพ้ต่างๆ ได้อีกด้วย 10. Q : ฉีดสเต็มเซลล์ผิวหน้า ทำร่วมกับโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฟิลเลอร์ ได้หรือไม่ ? ตอบ: แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ฟิลเลอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังจากฉีด MSC แนะนำให้ทำ 1 สัปดาห์ก่อน MSC หรือ 1 เดือนหลัง MSC เช่น การทำเลเซอร์สกิน - วิตามิน Drip, การฉีดโกรทแฟกเตอร์ / การฉีด PRP สามารถทำได้พร้อมกันกับ MSCs Contact info:line:@451tgclo Phone: 090-294-6095 Phone: 099-051-6262

รายละเอียดทั้งหมด
รู้ทันโรคต้อกระจก (cataract)

รู้ทันโรคต้อกระจก (cataract)

รู้ทันโรคต้อกระจก (cataract) Cataracts-Symptoms and causes โรคต้อกระจกคืออะไร เป็นโรคที่เกิดจากการความเสื่อมของ “เลนส์ตา” ซึ่งปกติเลนส์ตาจะมีลักษณะใส ทำหน้าที่ช่วยในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตา เมื่อเกิดต้อกระจก ทำให้เลนส์ตา “ขุ่น” แสงไม่สามารถเข้าไปในตาได้ตามปกติ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัว พบบ่อยในผู้สูงอายุ สาเหตุของโรคคืออะไรและผู้มีความเสี่ยงคือใคร ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของโปรตีน ที่เป็นส่วนประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่น เป็นความเสื่อมตามวัย มักพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่อาจพบผู้ป่วยอายุน้อยที่ใช้ยาสเตียรอยด์ อาการของโรคต้อกระจกคืออะไร ตามัวลงอย่างช้า ๆ ไม่มีอาการปวด ภาพซ้อน สายตาพร่า มองเห็นแสงไฟกระจาย โดยเฉพาะขณะขับรถในตอนกลางคืน มองเห็นสีต่าง ๆ ไปจากเดิม ต้องการแสงสว่างมากขึ้นในการมอง เมื่อต้อกระจกสุก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคต้อหินเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ปล่อยไว้อาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ การรักษาโรคต้อกระจกทำด้วยวิธีใหนได้บ้าง ในปัจจุบันใช้การผ่าตัดเท่านั้น ยังไม่มียาหยอดตาหรือยารับประทานใด ๆ ที่รักษาต้อกระจกได้การผ่าตัดต้อกระจก วิธีสลายต้อกระจกด้วยเครื่องสลายต้อ (Phacoemulsification with Intraocular Lens)วิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน แผลที่กระจกตาเล็กกว่า 3 มม. โดยวิธีการสอดเครื่องมือสลายต้อเข้าไปที่ตัวต้อกระจก ใช้พลังงานความถี่สูงเท่าระดับอัลตราซาวนด์เข้าสลายต้อกระจกจนหมดจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ไม่ต้องเย็บแผล วิธีผ่าตัดต้อกระจกแบบเปิดแผลกว้าง (Extracapsular Cataract Extraction with Intraocular Lens)วิธีผ่าตัดดั้งเดิมที่ใช้ในกรณีที่ต้อกระจกสุกและแข็งมาก ๆ จนไม่เหมาะกับการสลายด้วยเครื่อง จักษุแพทย์จะเปิดแผลบริเวณครึ่งบนของลูกตายาวประมาณ 10 มม.เพื่อเอาตัวเลนส์แก้วตาที่เป็นต้อกระจกออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่แล้วจึง เย็บปิดแผลด้วยไหม โดย นพ. สมบูรณ์ ปัญญากรณ์ – จักษุแพทย์ CH 9 Airport Hospital   Convenience Hospital Company Limited 90/5 Moo 13, King Kaew Rd., Tambon Rachadeva, Amphoe Bangplee, Samutprakarn 10540 Call : +668 0074 8800, +662 115 2111 Fax : +662 738 9740 Maps : Google / Image / Direction Line : @ch9airport

รายละเอียดทั้งหมด
รู้จักความฝันผ่านมุมมองจิตวิเคราะห์ การแปลความฝัน : ฝันแต่ละครั้งหมายถึงอะไรบ้าง

รู้จักความฝันผ่านมุมมองจิตวิเคราะห์ การแปลความฝัน : ฝันแต่ละครั้งหมายถึงอะไรบ้าง

รู้จักความฝันผ่านมุมมองจิตวิเคราะห์ (What does psychoanalytic theory say about dreams?) การแปลความฝัน : ฝันแต่ละครั้งหมายถึงอะไรบ้างในขณะที่แต่ละทฤษฎีได้พยายามอธิบายว่าเรานั้นฝันไปทำไมกัน แต่ก็ไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ดี สิ่งที่เราอยากรู้ สิ่งเราไม่เข้าใจ เราอยากจะเข้าใจและจัดแจงว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของความฝันคืออะไรกันแน่ความฝันยังคงเป็นเรื่องลี้ลับสำหรับพวกเรา แต่การที่เราเข้าใจความฝันนั้นสามารถทำให้เราจัดการกับความขุ่นมัวให้กระจ่างแจ้งได้ โดยเนื้อหาของความฝันที่เรากำลังฝันถึงอยู่นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใดความฝันมันก็เป็นแบบนี้.....บางครั้งก็มีรูปแบบที่แน่นอนชัดเจน บางครั้งก็มีรูปแบบที่แปลกประหลาดหรือไม่ก็ทำให้เราหวาดกลัวไปเลย หรือความหลากหลายนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้ในการฝันแต่ละครั้งงานวิจัยเกี่ยวกับความฝันที่โดดเด่น อย่างเช่นงานวิจัยของ G William Domhoff ก็บอกว่า "โดยส่วนใหญ่แล้วความฝันมีแนวโน้มที่จะเติมเต็มความต้องการที่ยังไม่สามารถบรรลุได้ในโลกความเป็นจริงของเรา"แม้ว่าการแปลความหมายของความฝันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพื่อทำความเข้าใจเรื่องความฝัน แต่ในขณะเดียวกันวิธีการแปลความฝันนี้ ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของความฝันอย่างชัดเจนเสียที แต่ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนก็เชื่อว่าความฝันนั้น "มี" ความหมายอย่างแน่นอนแนวคิดจาก Sigmund Freud : ความฝันเป็นดั่งเส้นทางสู่จิตไร้สำนึก (Unconscious)ในหนังสืออันโดงดังเกี่ยวกับความฝันของเขา "the interpretation of dreams" เขาได้บอกว่าเนื้อหาของความฝันนั้นเกี่ยวข้องกับการเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ เขาเชื่อว่า manifest content (เนื้อหาของความฝันที่ตรงกับความปรารถนาที่ถูกกดไว้) เป็นตัวที่ทำหน้าที่ปิดบัง latent content (เนื้อหาของความฝันที่ถูกปรุงแต่งขึ้นหรือมีการแอบซ่อนอยู่ในรูปของสัญลักษณ์)Freud บอกว่า 4 องค์ประกอบของกระบวนการนี้คือสิ่งที่ตัวเขาใช้อ้างอิงการทำงานของความฝัน#Condensation คือการรวบรวมหลาย ๆ ซึ่งแนวความคิดต่าง ๆ ที่นำมารวมกันเป็นเรื่องเดียวโดยข้อมูลจะมีการรวบรวมจากภาพความฝันหลาย ๆ ภาพหรือความคิดของเจ้าของความฝันหลาย ๆ ความคิด#Displacement กลไกป้องกันทางจิตโดยการแทนที่ องค์ประกอบนี้ทำงานโดยการปิดบังความหมายทางด้านอารมณ์ของ latent content โดยจะมีการบิดเบือนหรือสลับที่เพื่อปิดบังความหมายที่เป็นสลักสำคัญยิบย่อยเอาไว้#Symbolization ตัวแทน การทำให้สิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของความหมายเชิงสัญลักษณ์ (เป็นการแปรรูปอย่างหนึ่ง เช่น เราอาจจะอยากมี Sex กับคนรักมาก แต่ไม่สามารถมีได้ เราอาจจะฝันว่าได้ไปเที่ยวป่า แล้วมีช่วงเวลานั่งเล่นลูกดอกธนู ลูกดอกธนูนี่คือ Symbolic ของอวัยะเพศชาย การที่คนรักและตนได้เล่นดอกธนูร่วมกัน หมายถึงช่วงเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมเพศกัน)#Secondary Revision ในช่วงสุดท้ายของกระบวนการเขาบอกว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ที่แปลกประหลาดของความฝันนั้นสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้เพื่อที่จะทำให้ความฝันนั้นสามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้าง manifest content ขึ้นมาในความฝันแนวคิดจาก Carl Gustav Jung : archetype (แม่แบบ) และ collective unconscious(จิตไร้สำนึกที่ถูกสั่งสมมาจากบรรพบุรุษ)Jung รู้สึกว่าครั้งฝันนั้นเป็นมากกว่าการแสดงออกและการยับยั้งความต้องการ เขาแนะนำว่าความฝันนั้นเปิดเผยถึงบุคลิกภาพและจิตไร้สำนึกที่ถูกสั่งสมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษและความเชื่อที่บอกว่าความฝันทำหน้าที่ชดเชยในส่วนของจิตใจที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาในชีวิตประจำวัน (fixation)Jung ยังแนะนำอีกว่า Archetype อย่างเช่น animus (ลักษณะของความเป็นชายที่มีอยู่ในหญิง) , anima (ลักษณะของความเป็นหญิงที่มีอยู่ในชาย) และ shadow (สัญชาตญาณแบบสัตว์ในบุคคลซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ยังไม่ได้ขัดเกลาซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ)บ่อยครั้งก็เป็นตัวแทนของสัญลักษณ์ของวัตถุหรือบุคคลในความฝันนั้นโดยสัญลักษณ์เหล่านี้เขาเชื่อว่าเป็นตัวแทนของทัศนคติที่ถูกกดทับ(repress)ไว้โดยจิตสำนึก ไม่เหมือน Freud คนที่บอกว่าสัญลักษณ์ที่พิเศษก็เป็นตัวแทนของความคิดที่พิเศษของจิตไร้สำนึกด้วยเช่นกันJung เชื่อว่าความฝันสามารถบ่งบอกถึงเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากๆและการตีความมันออกมาอาจเกี่ยวข้องจัดการนำไปเป็นข้อต่อรองเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของตัวบุคคลนั้นได้แนวคิดจาก Calvin S. Hall : ความฝันคือกระบวนการทางความคิดเขาได้เสนอว่าความฝันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการทางความคิด ซึ่งความฝันทำหน้าที่เป็นเหมือนองค์ประกอบของแนวคิดของตัวบุคคลนั้น เขามองหาสาระสำคัญและรูปแบบโดยการวิเคราะห์คำขวัญที่ถูกบันทึกไว้จากผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นพันคน ท้ายที่สุดแล้วการสร้างระบบการวิเคราะห์เชิงปริมาณแบ่งสิ่งที่อยู่ในความฝันออกเป็นหมวดหมู่เอาไว้อ้างอิงจากทฤษฎีของ Hall ในการที่จะอธิบายความฝันมีสิ่งที่เราต้องรู้คือ-สิ่งที่ตัวบุคคลได้ทำลงไปในความฝัน-วัตถุแล้วบุคคลต่างๆในความฝัน-การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝันและบุคคลในความฝัน-ทิศทางของความฝันและการเปลี่ยนแปลงต่างๆHall ยังได้บอกอีกว่า "จุดสุดท้ายของการแปลความฝันไม่ใช่การเข้าใจความฝันแต่เป็นการเข้าใจผู้ฝันต่างหาก"แนวคิดจาก G William Domhoff : ความฝันคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตเขาคนนี้คือคนที่เป็นนักวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของความฝันที่โดดเด่น เขาทำงานกับ Hall ที่มหาวิทยาลัย Miami งานวิจัยใหญ่ ๆ ในงานของเขา เขาพบว่าความฝันได้สะท้อนความคิดและความกังวลที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันของตัวผู้ฝันเอง รูปแบบระบบประสาทด้านการรู้คิดของความฝันที่ซึ่งเป็นกระบวนการของความฝันนั้นมีผลมาจากกระบวนการทางประสาทและระบบของโครงสร้างทางความคิด (system of schema) เขายังบอกอีกว่าเนื้อหาของความฝันทั้งหมดมาจากกระบวนการพวกนี้นี่แหละการทำให้การแปลความฝันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในช่วงปี 1970 การแปลความฝันได้มีการเติบโตและเป็นที่นิยมกันอย่างมากต้องขอบคุณงานเขียนของนักเขียนชื่อดังอย่างเช่น Ann Faraday ในหนังสืออย่างเช่น "the dream game" ด้วยเทคนิคโครงสร้างการเขียนของและแนวคิดในการตีความความฝันที่เกินกว่าใครจะคิดได้ ทำให้ทุกวันนี้มีคนเราสามารถเข้าถึงการตีความความฝันได้หลากหลายมากขึ้นโดยผ่านพจนานุกรมความฝัน การตีความจากสัญลักษณ์ หรือเกร็ดเล็กน้อยเพื่อการตีความและเข้าใจความฝันใจความของความฝันนี้อาจขึ้นอยู่กับอคติของคุณด้วย Carey Morewedge และ Michael Norton ได้ทำการศึกษาความฝันจากผู้เข้าร่วมการวิจัยมากกว่า 1 พันคนจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย และเกาหลีใต้ เขาค้นพบว่านักศึกษาบางมหาวิทยาลัยในงานวิจัยนี้เชื่อว่าความฝันของพวกเขานั้นมีการตอบสนองกับสิ่งเร้าแบบสุ่ม กลับกันแทนที่จะเป็นไปตามแนวคิดของ Fried ที่ว่าความฝันคือการเปิดเผยถึงความต้องการและแรงกระตุ้นจากเบื้องลึกของจิตใจสิ่งที่เขาสองคนได้ค้นพบอีกก็คือ ผู้คนมีแนวโน้มที่จะจำฝันที่ไม่ดีถ้าหากว่าพวกเขาอยู่กับบุคคลที่พวกเขาไม่ชอบ และมีแนวโน้มที่จะฝันไปในทางที่ดีถ้าได้อยู่กับเพื่อนของเขาหรือคนที่เขารัก มีคำอธิบายคนอื่น ๆ ผู้คนมักจะมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้อธิบายความฝันในแบบที่จะเป็นการสนับสนุนความเชื่อที่เขามีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยนักวิจัยได้พบสิ่งที่เรียกว่า confirmation bias (อคติที่ใช้เพื่อการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง) และ self-serving bias (อคติที่ใช้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง) ก็ยังมีผลกระทบกับวิธีที่ผู้คนใช้ในการตอบสนองต่อความฝันของพวกเขา เพราะผู้คนมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจกับความฝันของพวกเขาอย่างจริงจังมาก ๆ โดยงานวิจัยก็บอกว่าความฝันพวกนี้ก็สามารถกลายเป็นลางสังหรณ์ที่เติมเต็มความต้องการของบุคคลได้ ถ้าคนฝันว่าคนกำลังจะสอบตกคุณอาจมีกำลังใจในการเรียนน้อยลงหรือแม้กระทั่งกลายเป็นคนที่เครียดจนทำให้คนทำสิ่งต่าง ๆ ได้แย่ลงอีกด้วยความฝันอาจมีหรือไม่มีความหมายในตัวของมันก็ได้แต่ในความจริงที่ยังมีอยู่นี้คือการแปลความฝันได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาและแม้กระทั่งบางคนก็ตัดสินใจทำอะไรใหญ่ ๆ ด้วยการดูที่ความฝันนั้น ๆ#ความคิดเห็นส่วนตัวผมเองที่เคยเรียนการบำบัดด้วยทฤษฎีแบบอิงจิตวิเคราะห์ ก็ค่อนข้างมีความเชื่อในประเด็นที่ว่า "ทุก ๆ ความฝันของเราล้วนมีความหมาย และมันต่างเป็นภาพสะท้อนจิตใจของเรา"ในการทำงานของผม ผมมักเลือกแปลความหมายความฝันของผู้บริการเมื่อถึงคราวจำเป็น หรือความฝันนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ผมไม่ได้ชำนาญการแปลความฝันมากนัก ไม่ใช่ทุกความฝันที่ผมจะสามารถทำการแปลความหมายให้ผู้บริการรับทราบถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ในความฝันนั้นได้การแปลความฝันยังคงเป็นเรื่องที่ยาก ต้องใช่ความพยายาม ความละเอียด และความอดทนต่อการเข้าใจสิ่งที่ถูกทำซับซ้อนในภาพความฝันต่าง ๆ และยังต้องอาศัยการร่วมมือของนักจิตวิทยาและผู้รับบริการอย่างมากเช่นกันนอกจากนี้จะต้องมีความรู้และทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความฝันอย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังจะต้องเข้าในบริบทชีวิตของผู้รับบริการ ทั้งในด้าน ค่านิยม ความเชื่อ ศาสนา ชุมชน และอื่น ๆ เพราะภาพความฝันนั้นมักมีเรื่องพวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น คนที่โกรธพ่อแม่มาก ๆ และนับถือศาสนาที่มีพระเจ้าก็อาจจะฝันว่าตนนั้นได้ทำลายรูปปั้นพระเจ้า เนื่องจาก พระเจ้าและพ่อแม่ มีความเป็น Authority ต่อตัวเราด้วยกันทั้งคู่ การได้ทำลายพระเจ้าก็เหมือนได้ทำลายพ่อแม่ แต่พระเจ้านั้นเราไม่เคยเห็นตัวตน เราจึงฝันว่าเราได้ทำลายรูปปั้นพระเจ้าแทนหากเป็นคนที่ไม่ได้นับถือศาสนา หรือไม่ได้มีพระเจ้าในจิตใจ ก็จะฝันออกมาในรูปแบบอื่น เช่น ฝันว่าได้ทำร้ายผู้นำประเทศ (ผู้นำประเทศก็มีลักษณะเป็น Authority)เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องนี้ หากไม่มีความชำนาญพอ การแปลความฝันอาจจะนำมาซึ่งผลร้ายที่ไม่อาจจะคาดคิด ผมจึงขอแนะนำว่า เราไม่ควรวิเคาะห์หรือพยายามแปลความฝันของตัวเอง และหากเราคือนักวิชาชีพคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความรู้ในด้านนี้ก็อย่าได้พยายามทำมันเลยท้ายที่สุดนี้ เป้าประสงค์ที่แท้จริงของความฝันในจิตใจมนุษย์นั้นเรายังคงไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่ก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง แม้ในวันนี้เรายังไม่ทราบเป้าประสงค์ที่แท้จริงของฝัน แต่หากเราทำความเข้าใจความฝันของผู้คนได้ เราย่อมเข้าใจเป้าประสงค์ในจิตใจของคน ๆ นั้นได้ นั่นนำมาซึ่งความเข้าใจต่อชีวิตนั่นเอง contact info: Facebook - Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษาTel - 0649721915Line ID - trust.counseling  

รายละเอียดทั้งหมด
นวัตกรรมเซลล์ บําบัด ชะลอวัย เพื่อผิวเนียนใส ย้อนวัยแรกรุ่น ด้วยสเต็มเซลล์ “Skin Rejuvenation New Cells (MSCs)”

นวัตกรรมเซลล์ บําบัด ชะลอวัย เพื่อผิวเนียนใส ย้อนวัยแรกรุ่น ด้วยสเต็มเซลล์ “Skin Rejuvenation New Cells (MSCs)”

Q&A (คําถาม-ตอบ) นวัตกรรมเซลล์ บําบัด ชะลอวัย เพื่อผิวเนียนใส ย้อนวัยแรกรุ่น ด้วยสเต็มเซลล์ “Skin Rejuvenation New Cells (MSCs)” 1.       Q: Stem Cell คือ อะไร           A: สเต็มเซลล์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่ง คือ เซลล์ต้นกำเนิด โดยเซลล์ชนิดนี้จะมีอยู่แทบทุกส่วนในร่างกายของคนเรา ซึ่งมีความสามารถใน แบ่งตัวเองได้อย่างไม่จํากัด เพื่อเข้าไปทดแทนเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายที่เกิดการเสื่อมสภาพลงไป ทำให้ร่างกายของฟื้นฟู หรือเจริญเติบโตขึ้นนั่นเอง 2.       Q: สเต็มเซลล์ (Stem cell  กับวงการความงาม คือ ประเภทไหน           A: ถือเป็นที่สุดของวงการแพทย์ในทุกแขนง โดยเฉพาะวงการแพทย์ผิวหนังและความงาม เพราะ สเต็มเซลล์ก็คือการใช้เซลล์ซ่อมเซลล์ คอยซ่อมแซมความเสื่อมของร่างกาย โดยปกติคนเราจะมีสเต็มเซลล์ที่ช่วยซ่อมแซมภายในร่างกายอยู่แล้ว แต่การซ่อมแซมนั้นอาจไม่ สมบูรณ์ เมื่อเราอายุมากขึ้นปริมาณสเต็มเซลล์และคอลลาเจนลดลง เม็ดสีส่วนเกินถูกขจัดได้ช้าลง ผิวหนังบาง แพ้ง่าย นําไปสู่ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ฝ้า กระ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากําลังก้าวเข้าสู่ความชรา การที่เราเพิ่มปริมาณสเต็มเซลล์ใหม่ที่มีคุณภาพสูง และสดที่ยังมีชีวิตอยู่ (Live Stem Cell) จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เหมือนเซลล์ผิวเด็ก ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่าง ใส ดูอ่อนกว่าวัย ลดริ้วรอย ความหมองคล้ำ           ส่วนสเต็มเซลล์ที่ใช้ในด้านความงาม หากนําสเต็มเซลล์ (stem cell) มาฉีดเข้าสู่ใบหน้า สามารถนําไปซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ดีขึ้นได้ โดยสามารถชะลอวัยเพราะความแก่เกิดจากปัจจัยหลักคือ “เซลล์ถูกทำลายมากกว่าการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน” ทำให้ความสมดุลภายในเริ่มเสีย รวมทั้งการแสดงออกทางผิวหนังและริ้วรอยต่าง ๆ จึงได้มีการพัฒนา สเต็มเซลล์ขึ้นมาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้ผิวกลับมาดูเปล่งปลั่ง สดใส เป็นหนุ่มเป็นสาวอีกครั้ง การทำออกมาในรูปแบบยาฉีด ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการ รักษาที่สูงกว่า 3.       Q: Mesenchymal Stem Cells (MSC) คืออะไร           A: MSC เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษในการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถนําไปใช้ กับผู้อื่นได้โดยไม่เกิดการต่อต้านของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของผู้รับ 4.       Q: MSCs Stem Cells ช่วยให้ผิวพรรณ ใบหน้า ให้เปล่งปลั่ง หน้าเด็กอ่อนเยาว์ขึ้นจริงหรือ?           A: เนื่องจาก Mesenchymal Stem Cells (MSC) นั้น นอกจากจะช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เซลล์เดิมที่เสื่อมสภาพลงไปแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการสร้าง Connective Tissue ที่มีส่วนในการช่วยสร้างเส้นใยคอลลาเจน อีลาสติน รวมถึงการสร้างหลอดเลือด และ เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้การไหลเวียนเลือดเข้าสู่ผิวดีขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่น มีน้ำมีนวล เปล่งประกาย ไปด้วยนั่นเอง           MSCs สเต็มเซลล์นั้นได้มาจาก เนื้อเยื่อสายสะดือจากทารกแรกเกิด จะมีความบริสุทธ์สูง จึงนําไปเข้ากระบวนการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวนในห้อง Lab ทุกครั้งที่ทำการขยายจำนวน ความเข้มข้นของตัว สเต็มเซลล์ ก็จะลดลงเรา จึงต้องดูคุณภาพของสเต็มเซลล์ที่ได้รับการรับรองจาก Lab ชั้นนํา ที่ผ่านมาตรฐานหน่วยงาน AABB (มาตรฐานLab Stem Cell USA) และมีใบ Certificate รับรอง 5.       Q: ใช้ Stem cell จากส่วนไหน ได้ผลการรักษาดีสุด สำหรับชะลอวัยและความงาม) ในปัจจุบัน           A: สเต็มเซลล์ที่นำมาใช้ในการรักษานั้น จะเป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากเนื้อเยื่อสายสะดือจากทารกแรกเกิด จะมีความบริสุทธิ์สูง มีความสด ใหม่ ความมีชีวิต Live Cell มากที่สุด และยังสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้มากที่สุด           แต่เนื่องจากปริมานที่ได้จากสายสะดือมีปริมาณน้อย ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมานที่ใช้รักษา ( อย่างน้อย 1 ล้านเซลล์ ต่อครั้งนั้น) ต่างกันมาก ๆ จึงเป็นเหตุผล เกิดการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ขึ้นมานั่นเอง โดยการเพาะเลี้ยงนั้นทางห้อง Lab จะนํา Stem Cell ที่เก็บได้จาก สายสะดือ เข้าสู่กระบวนการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจำนวน ทุกครั้งที่ทำการขยายจำนวน ความเข้มข้นของตัว สเต็มเซลล์ ก็จะลดลงตามด้วย ซึ่งในตรงส่วนนี้เอง คือที่มาของ Passage Cell (คุณภาพของเซลล์) ที่ใช้โดยจะระบุไว้ในรูปแบบของ ตัว P ที่มีตัวเลขกำกับ โดยตัวเลขกำกับนั้น หมายถึง จำนวนรอบของการเพาะเลี้ยง ยิ่งตัวเลขน้อย หมายถึง สเต็มเซลล์ ที่นำมาใช้มีความเข้มข้นสูง และมีคุณภาพดีมาก Contact info:line: @451tgclo Phone: 090-294-6095 Phone: 099-051-6262

รายละเอียดทั้งหมด
ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Heart attack or acute coronary syndrome) ไหลตาย – ความตายที่คนตายไม่รู้ตัว www.shockdee.com จุด ประกาย เพื่อ หัวใจของคุณ#AED #เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ #เครื่องช่วยชีวิต #หัวใจ #สุขภาพ #ความงาม#นักจิตวิทยาการปรึกษา  ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน คืออะไรและมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงจากอะไรบ้าง? โรคเส้นเลือดหัวใจ เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตประมาณ 17.9 ล้านคน หรือประมาณ 31%  ปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ ได้แก่ การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ขาดการออกกำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตามมาได้ โรคเส้นเลือดหัวใจหรือโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเมื่อหลอดเลือดตีบมากกว่าหรือเท่ากับ 50% ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สามารถแบ่งกลุ่มอาการได้ 2 กลุ่ม คือ ภาวะเจ็บหน้าอกคงที่ ( Chronic stable angina) และภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome) ภาวะเจ็บหน้าอกคงที่นั้นผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเป็น ๆ หาย ๆ ในระยะเวลา 2 เดือน ส่วนภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง เกิดขึ้นทันทีทันใด หรือมีอาการเจ็บหน้าอกขณะพักนานมากกว่า 20 นาที ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ได้แก่ เจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอก คล้ายของหนักกดทับ อาการสัมพันธ์กับการออกแรง อาจร้าวไปแขน คอ หรือกรามได้ มีช่วงเวลาที่อาการลดลงหรือมีอาการตลอดเวลาได้ อาการอื่นที่เกิดร่วมได้ เช่น เหงื่อออก ใจสั่น เหนื่อย คลื่นไส้อาเจียน วูบเป็นลม หรือปวดท้องได้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน ให้มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสัญญาณชีพ ตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตรวจเลือดดูเอนไซม์หัวใจ ถ้าพบว่าอยู่ในกลุ่มโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน จะต้องทำการรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจแบบเร่งด่วน แต่ถ้าพบว่าอยู่ในกลุ่มโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ จะต้องทำการรักษาด้วยยา และตรวจการทำงานของหัวใจเพิ่มเติม แล้วทำการขยายหลอดเลือดต่อไป

รายละเอียดทั้งหมด
กลัวที่จะสูญเสียคนรัก ทำไมยิ่งรักษาถึงยังถูกทอดทิ้ง

กลัวที่จะสูญเสียคนรัก ทำไมยิ่งรักษาถึงยังถูกทอดทิ้ง

กลัวที่จะสูญเสียคนรัก ทำไมยิ่งรักษาถึงยังถูกทอดทิ้ง ความรักและความสัมพันธ์ การสร้างขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย การรักษาไว้ก็เป็นเรื่องยากไม่น้อย   สำหรับคนที่ขาดความรัก และ ต้องการความรักอย่างมาก มักมีความรู้สึก #กลัวที่จะสูญเสียความรัก ยิ่งหวาดกลัวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพยายามรักษาไว้มากเท่านั้น มีทั้งผู้คนที่ประสบความสำเร็จ และ ล้มเหลว ในวันนี้ผมอยากจะขอแบ่งปันประสบการณ์จากงานการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ที่ได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์นี้ของผู้มาปรึกษาทั้งหลายเมื่อเราพูดถึงความกลัวที่จะสูญเสียความรัก มีทฤษฎีที่หลากหลายที่อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ผมมักให้ความสนใจถึงประสบการในวัยเด็กโดยมุ่งความสนใจไปที่ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ / ผู้เลี้ยงดู ผมมักพบว่า ความรู้สึกที่กลัวจะสูญเสียความรักในวันนี้ มีความเชื่อมโยงกับการเลี้ยงดูในวัยเด็ก (ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ / ผู้เลี้ยงดู ที่มีร่วมกับ เด็ก)มันเหมือนเป็นสิ่งที่เราขาดหาย และมีความต้องการที่จะได้รับอยู่ตลอดเวลา #เพื่อชดเชยสิ่งที่เราควรได้รับในวัยเด็กโดยธรรมชาติของมนุษย์ ความต้องการที่จะได้รับความรักเป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด หากไร้ซึ่งการเลี้ยงดูที่ดีตามสมควร และ การแสดงออกความรักที่อบอุ่น การจะมีชีวิตอยู่รอดก็เป็นเรื่องยาก หรือ หากมีชีวิตรอดมาได้ ก็ไร้ซึ่งความมุ่นคงทางจิตใจ ไม่สามารถมีความรู้สึกปลอดภัยในการดำเนินชีวิตได้ประสบการณ์เช่นนี้ส่งผลต่อทักษะมนุษย์สัมพันธ์ของเรา สิ่งที่ขาดหายไป รวมกับธรรมชาติที่ต้องการได้รับนั่นทำให้เราต้องการความรักเป็นอย่างมากและอยากรักษามันเอาไว้เมื่อได้รับมาเพราะครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ควรได้รับมันกลับไม่ได้รับจากบุคคลที่ควรให้เราเมื่อวันนี้เรามีโอาสที่คว้ามันมาการมีสิ่งที่ต้องอยู่ในมือ ก็พยายามรักษาไว้อย่างสุดชีวิตแต่อาจจะด้วยความไม่อยากที่จะสูญเสียนี่แหละที่จะทำให้เขาอยากเดินจากเราไปมากกว่าเดิมพอกลัวที่จะสูญเสีย เลยเลือกที่ควบคุมและปกครอง (control and dominace) ก็เป็นการตีกรอบ ครอบรัดคู่รักของตัวเอง แล้วท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครทนความอึดอัดที่บีบรัดชีวิตได้ ความสัมพันธ์ที่ไม่ให้พื้นที่ ไม่ต่างอะไรกับถุงนอนที่ขยับดิ้นไม่ได้ อยู่ตลอดไปคงไม่ไหวยิ่งกลัวจะสูญเสีย ก็ยิ่งอยากควบคุมเขาไว้ กลายเป็นยิ่งทำให้เขาเดินหนีจากเราไปความรักและความสัมพันธ์ มีข้อเท็จจริงข้อหนึ่งคือ #คนเพียงคนเดียวรักษามันไว้ไม่ได้ เรื่องที่น่าเห็นใจที่ผมค้นพบก็คือบางครั้งอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะเดินหนีหายไปไหนไม่ได้แสดงสัญญาณว่าจะหายไป แต่เป็นเราเองนี่แหละที่ถูกความกลัวในใจคุกคามจนรู้สึกว่าอีกฝ่ายจะหายจากเราไปทั้งที่ไม่ใช่ เมื่อความรู้สึกไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้วท้ายที่สุด เราดำเนินความสัมพันธ์ด้วยบาดแผลในใจ แล้วเราก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลังเป็นแบบนั้นสิ่งที่เรารับรู้ก็คือ #ฉันแค่ไม่อยากเสียคนรักของฉันไป ความพยายามที่จะรักษานั้นไม่ใช่เรื่องผิดแต่หากมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงความสัมพันธ์ก็คงดำเนินต่อไปได้ยาก เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะไปกับเราได้ตลอดบางครั้งมันพบความจริงระหว่างทาง #เขาไม่ใช่แล้วนะ เราก็ยิ่งอยากรักษาไว้ เพียงเพราะเราไม่อยากสูญเสียเราใช้ชีวิตกับบาดแผลในอดีต จนไม่มองความจริงในวันที่เราโตขึ้นแม้จะรักษาไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้มีความสุข  " เราเลือกที่จะมีความรักแบบทุกข์ ๆ เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความสูญเสียอีกแล้ว ไม่อยากจะต้องเริ่มต้นใหม่เพราะหวาดกลัวความผิดหวัง "จากประสบการณ์ การจะแก้ไขเรื่องนี้ก็ไม่ง่ายเช่นกันปัญหาในความสัมพันธ์ของแต่ละคนก็แตกต่าง มันขึ้นอยู่กับรูปแบบ และคนอีกคนในความสัมพันธ์แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าทุกคนมีเหมือนกันก็คือการใช้ชีวิตในปัจจุบันผ่านบาดแผลในอดีตของตน ผมคงยอมรับด้วยความจริงว่า มันไม่มีคำตอบของโจทย์ปัญหานี้อย่างตายตัวและชัดเจน ทุกคนมีวิธีการรับมือ จัดการกับบาดแผลในอดีตแตกต่างกันออกไปเช่นเดียวกัน กับความสัมพันธ์ในปัจจุบันก็ด้วยเพราะมันไม่ใช่แค่เรา มันมีเขาอีกคนอยู่ด้วยผมไม่ได้ตั้งความคาดหวังว่าจะมีใครได้คำตอบอะไรหรือแก้ไขประเด็นนี้ในชีวิตได้หากคุณกำลังเผชิญอยู่ สิ่งที่ผมคาดหวังก็เพียงให้คุณได้ตระหนักชัดว่าคุณกำลังใช้ชีวิตผ่านบาดแผลในอดีตหรือเปล่าเพียงตระหนักในจุดนี้ได้ ก็คงเป็นอะไรที่ดีมากแล้วเมื่อคุณตระหนักได้จริง ๆ คุณก็มีศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากมันหรือถ้าคุณพาตัวเองออกมันไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เริ่มรู้ตัวแล้วและในวันข้างหน้า จะเป็นคุณเองที่ตัดสินใจได้ว่า " จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี

รายละเอียดทั้งหมด
คิ้วแบบไหน??ที่ใช่คุณ

คิ้วแบบไหน??ที่ใช่คุณ

  คิ้วแบบไหน??ที่ใช่คุณ • สาวหน้ากลมรูปไข่และหน้าทรงรี เป็นสาวที่โชคดีในการเขียนคิ้วที่สุด...เพราะหน้าที่ได้รูปไม่สั้นไม่ยาว จึงสามารถเขียวคิ้วทรงใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคิ้วตรง, คิ้วโค้ง หรือคิ้วยกสูง สวยทุกทรงคะ • สาวหน้าสั้น แนะนำให้เขียนคิ้วทรงโค้งและทรงโก่งคะ เพราะจะทรงให้ใบหน้าแลดูเรียวยาวขึ้น และมีพื้นที่ในการแต่งเปลือกตาได้เยอะขึ้นอีกด้วยคะ • สาวหน้าเหลี่ยมและหน้ากลมแนะนำให้เขียวคิ้วทรงยกสูงหรือทรงโก้ง เพราะจะช่วยยกใบหน้าให้ดูยาวขึ้น ทั้งยังช่วยอำพรางความเหลี่ยมของใบหน้าอีกด้วยคะและสาวๆที่มีขนคิ้วน้อยแนะนำให้ใช้มาสคาร่าขนตามาปัดขนคิ้วเพื่อล็อคขนคิ้วให้ตั้งชัน ให้ดูฟู จะช่วยให้คุณสาวๆแลดูมีขึ้นคิ้วเยอะขึ้นและหน้าดูเด็กลง อีกทั้งดูอินเทรนไม่น้อยเลยคะ เป็นไงกันบ้างคะ สาวๆพอจะมีไอเดียเขียนคิ้วกันขึ้นมาบ้างไมคะ?...หากยังไม่ได้คำตอบ...สามารถทักปรึกษาเข้ามาในเพจ Sarutta Clinic ได้เลยนะคะ

รายละเอียดทั้งหมด
ในวันที่ไม่รู้จะพูดเรื่องในใจกับใครดี นักจิตวิทยาสามารถเป็นคนที่รับฟังคุ ณได้หรือเปล่า ?

ในวันที่ไม่รู้จะพูดเรื่องในใจกับใครดี นักจิตวิทยาสามารถเป็นคนที่รับฟังคุ ณได้หรือเปล่า ?

ในวันที่ไม่รู้จะพูดเรื่องในใจกับใครดีนักจิตวิทยาสามารถเป็นคนที่รับฟังคุณได้หรือเปล่า ?มีหลายเหตุผล ที่คุณสามารถมาพบนักจิตวิทยาได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณรู้สึกว่ามันไม่ได้ใหญ่โตอาจจะมองดูไร้สาระในสายตาใครหลาย ๆ คนตลอดจนถึงเรื่องราวที่ใหญ่โตเอามาก ๆปัญหาของคุณเพียงคนเดียวปัญหาของคุณกับเพื่อนร่วมงาน คนรักปัญหาในรูปแบบอื่น ๆ ที่มนุษย์บนโลกจะสามารถพบเจอกันได้ในช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่ไม่ว่าจะเรื่องราวแบบไหน ท้ายที่สุดแล้วผมอยากบอกเอาไว้ตรงนี้ว่านักจิตวิทยาพร้อมที่จะรับฟังและพูดคุยกับคุณเสมอในวันนี้ก็อยากจะเน้นย้ำกันให้ชัดซัก 1 ประเด็นนั่นก็คือ " ความรู้สึกที่ไม่สามารถเล่าอะไรให้ใครฟังได้ "หากพูดด้วยมุมมองนักวิชาชีพนี่อาจจะเป็นความรู้และเหตุผลพื้นฐานที่คุณสามารถมาพบนักจิตวิทยาได้เลยแต่ในความเป็นจริง ผู้คนไม่ได้เข้าใจแบบนั้นพวกเขากำลังพบกับทางตันของชีวิตที่ไม่สามารถจะเล่าและระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกไปพวกเขาอาจจะไม่รู้จักนักจิตวิทยาไม่รู้ว่ามีอาชีพแบบนี้อยู่ไม่รู้ว่านักจิตวิทยาทำงานยังไงไม่รู้ว่านักจิตวิทยาจะช่วยเหลือเขายังไงหรืออาจจะพอรู้อยู่บ้างแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปพบที่ไหนรัฐบาล หรือ เอกชน ตัดสินใจยังไงดีบางครั้งไปโรงพยาบาลแต่ก็ไม่ได้พบนักจิตวิทยาซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ไม่ได้มั่นใจที่จะพาตัวเองมาพบนักจิตวิทยาเพราะไม่รู้ว่าตัวเองสมควรพบหรือไม่หรือถ้ามาพบ ก็อาจจะโดนตำหนิจากคนรอบข้างถ้าคุณรู้สึกว่าเรื่องราวของคุณต้องการคนรับฟังนักจิตวิทยาคือคนที่พร้อมจะรับฟังคุณอาจจะเป็นนักจิตวิทยาคลินิกในโรงพยาบาลนักจิตวิทยาการปรึกษาตามศูนย์ต่าง ๆหรือ นักจิตวิทยาที่เปิดสถานบริการส่วนตัวคุณสามารถพาตัวเองไปพบนักจิตวิทยาในเงื่อนไขที่คุณสะดวกได้เลยเช่น แนวทางการพูดคุยที่คุณชื่นชอบ , สถานบริการที่เข้าถึงได้ , รูปแบบการปรึกษาที่เอื้ออำนวย (เจอตัว-ออนไลน์-แชท) หรือ ค่าบริการที่สะดวกกับคุณเอ๊ะแล้วนักจิตวิทยาเขาจะคุยหรือช่วยเหลือเรายังไงล่ะ ?ก็ต้องบอกว่า #ไปคุยแล้วจะรู้เองไม่ใช่ว่าบอกกันไม่ได้ แต่นักจิตวิทยาแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเองตามความถนัดที่เทรนกันมา นั่นทำให้การพูดคุยกับนักจิตวิทยาแต่ละคนแตกต่างกันออกไป หากให้พูดถึงคร่าว ๆ ถ้านักจิตวิทยาคนนั้น ใช้วิธีการพูดคุยเป็นหลัก คุณก็จะได้ค้นพบตัวเองผ่านการสนทนากับนักจิตวิทยาถ้านักจิตวิทยาคนนั้น มีวิธีการที่ถนักอื่น ๆ เช่น Art Therapy , Music Therapy หรือ Psychodrama Therapy คุณก็จะค้นพบตัวเองในอีกรูปแบบกระบวนการหนึ่งที่แตกต่างจากการพูดคุยเพียงอย่างเดียวแล้วถ้ามาคุยกันแล้วจะโดนคนรอบข้างต่อว่าล่ะพ่อกับแม่ หรือคนรอบตัวจะรู้มั้ย เขาจะสงสัยอะไรหรือเปล่าตอบแบบง่ายที่สุด ปัญหาเหล่านี้คุณก็สามารถนำมาปรึกษากับนักจิตวิทยาที่คุณไปพบได้เลย มองดูมันอาจจะเป็นความรับผิดชอบของคุณ แต่ในขณะเดียวกันนักจิตวิทยาก็พร้อมรับฟังคุณในทุกประเด็นปัญหา การได้นักวิชาชีพมาร่วมรับฟัง ขบคิดไปด้วยกัน น่าจะดีกว่าการนั่งคิดคนเดียวไม่ได้ความว่า นักวิชาชีพคิดให้แล้วมันดีแต่หมายถึง มีอีกคนมาช่วยซับพอร์ตกัน มันน่าจะดีกว่าทำอะไรเพียงลำพังในวันที่ไม่รู้จะพูดเรื่องในใจกับใครดีนักจิตวิทยาสามารถเป็นคนที่รับฟังคุณได้ปัญหาหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตติดขัดหรือมันรุมเร้าเข้ามาจนตั้งตัวไม่ทันบางทีก็ไม่ต้องตั้งตัวให้ได้ก่อนไปพบนักจิตวิทยาหานักจิตวิทยาสักคนที่คุณสะดวกไปเขาแล้วก็ไปพบกันทั้ง ๆ อย่างนั้นเลยความจริงอีกข้อที่ผมค้นพบจากประสบการณ์ทำงานก็คือ หลาย ๆ ครั้ง ทุกอย่างได้เริ่มต้นใหม่ในชั่วโมงการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

รายละเอียดทั้งหมด
PANIC อาการตื่นตระหนกกะทันหัน

PANIC อาการตื่นตระหนกกะทันหัน

PANIC อาการตื่นตระหนกกะทันหันหลายคนคงมีประสบการณ์ คล้ายๆเช่น เดินห้างสรรพสินค้าอยู่ อยู่ดีๆรู้สึกวูบ เวียนหัว หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก อึดอัด บรรยายความรู้สึกไม่ถูก แต่รู้สึกเหมือนจะตายแล้ว เป็นมาหลายรอบ จนไม่กล้าออกจากบ้าน อาการแบบนี้เรียกว่า อาการตื่นตระหนก กะทันหัน ไปหาหมอแต่ละรอบเช็คร่างกายอย่างละเอียด วิ่งสายพาน ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI brain) แล้วปกติ ตรวจย้ำหลายครั้งโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างโรงพยาบาลก็อยู่ในเกณฑ์ปกติเหมือนกัน โรคแพนิค คือ กลุ่มอาการวิตกกังวลแบบฉับพลันรุนแรงเป็นครั้งคราว ผู้ป่วยจะเกิดความกลัว หรือไม่สบายใจอย่างรุนแรงร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติตั้งแต่ 4 อาการต่อไปนี้ ได้แก่ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว เชื่อว่าหลายคนเคยใช้สมาร์ทวอท หรือนาฬิกาวัดอัตราการเต้นของหัวใจ จะพบว่าเมื่อรู้สึกหัวใจเต้นเร็วหรือแรงนั้น อัตราการเต้นของหัวใจจะอยู่ไม่เกิน 120 ครั้ง ต่อนาที เหงื่อแตก มือสั่นหรือตัวสั่น หอบ หายใจลำบาก หรือหายใจไม่ออก รู้สึกว่ามีก้อนขัดลำคอ เจ็บหรือแน่นหน้าอก อาการนี้อย่าวางใจกรณีผู้ป่วยมีความเสี่ยงทางระบบหลอดเลือดหัวใจเดิม เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี ควรได้รับการตรวจแยกโรคหัวใจให้แน่ใจก่อนจะคิดถึงโรคแพนิค คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง เวียนหัว โคลงเคลง โหวงเหวง หน้ามืดหรือเป็นลม รู้สึกตัวเองแปลกไป เช่น รู้สึกแขนสองข้างไม่เท่ากัน ใบหน้าสองข้างไม่เหมือนกัน หรือรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมแปลกไป ไม่คุ้นเคย หรือเห็นวัตถุบิดเบี้ยวไป ห้องมีลักษณะแคบลงหรือกว้างเกินไป กลัวว่าควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือกลัวว่าจะเสียสติ กลัวตาย ชาตามตัว ผู้ป่วยมันชาปลายนิ้วมือหรือเท้าสองข้าง เป็นๆหายๆร่วมกับมีอาการอื่นๆในกลุ่มโรคนี้ร่วมด้วย ส่วนอาการชาที่เกิดจากปลายประสาทอักเสบ จะเป็นต่อเนื่องมักเริ่มที่ปลายเท้าสักระยะหนึ่ง เช่นเป็นหลายๆวัน หรือสัปดาห์ก่อนที่จะลามมานิ้วมือ รู้สึกหนาวสั่น หรือหนาวๆร้อนๆ โดยอาการจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงสุดภายใน 10 นาที และจะคงอยู่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ยิ่งอาการแพนิคกำเริบซ้ำๆผู้ป่วยจะเดินความวิตกกังวลมากขึ้น อาการทางกายจะเป็นมากขึ้น และเมื่ออาการทางกายเป็นเยอะขึ้นก็จะกระตุ้นให้วิตกกังวลยิ่งขึ้นไปอีก ผู้ป่วยบางคนกังวลกลัวจนไม่กล้าไปไหน กลายเป็นคนติดบ้าน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ตัวกระตุ้นที่แพนิคกำเริบได้บ่อย ได้แก่ การอดนอน ความเครียด ยาเสพย์ติด กาแฟ แอลกอฮอล์ ไทรอยด์เป็นพิษ อย่างไรก็ตามอาการสามารถกำเริบได้เองแม้ไม่มีตัวกระตุ้น ผู้ป่วยหลายคนพยายามแก้ไขสภาวะไม่สบายตัวด้วยการออกกำลังกาย หลายคนสามารถออกกำลังกายหนักได้ เช่น วิ่งต่อเนื่อง 21 กิโลเมตร (half marathon) ปั่นจักรยานต่อเนื่อง 42 กิโลเมตรโดยไม่มีอาการใดๆ ซึ่งเป็นจุดแตกต่างกับอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่มที่เกิดจากหลอดเลือดหัวใจ การรักษา อาการตื่นตระหนก  อันดับแรก คือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค เพื่อลดความกลัว วิตกกังวล ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นแล้วดับไปตามเวลา ไม่อันตรายถึงชีวิต สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีก หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นทางกาย เช่น กาแฟ อดนอน ยาเสพย์ติด แก้ไขภาวะทางกายที่ซ่อนเร้น เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ เมื่อมีอาการกำเริบ พยายามพาตัวเองให้อยู่ในที่ที่สบายตัวที่สุด หายใจเข้าออกช้าๆ เบี่ยงเบนความสนใจ สำหรับยาที่รักษาโรคแพนิค จะเป็นกลุ่มยาต้านเศร้า เช่น ฟลูออกเซติน (fluoxetine) ยานอนหลับ เช่น อัลปราโซแลม (alprazolam), ลอร่าซีแพม (lorazepam) โดย พญ. เนตรนภา หอมมณี อายุรแพทย์โรคระบบประสาทวิทยา

รายละเอียดทั้งหมด
การฝังสีคิ้ว

การฝังสีคิ้ว

ฝังสีคิ้วคืออะไรและทำไมลูกค้าถึงประทับใจเมื่อมาฝังสีคิ้วที่ Sarutta Clinic การฝังสีคิ้ว (Eyebrow Embroidery) เป็นการฝังสีแบบกึ่งถาวร โดยการใช้เทคนิคการฝังสีน้ำหมึกด้วยเข็มหรือใบมีดขนาดเล็กลงไปที่คิ้วตรงบริเวณชั้นผิวหนังกำพร้า ทำให้สีน้ำหมึกติดทนที่ผิวหนัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีคิ้วบาง คิ้วสั้น และไม่ต้องการสักคิ้วถาวรทำไมลูกค้าถึงประทับใจเมื่อมาฝังสีคิ้วที่ Sarutta Clinic ขั้นตอนการฝังสีคิ้วเทคนิคเฉพาะที่ Sarutta Clinic เริ่มจากการพูดคุยถึงความต้องการของคุณลูกค้า หลังจากนั้นจะมีการทายาระงับความเจ็บ เมื่อครบเวลาแล้ว "คุณสา" จะทำการออกแบบทรงคิ้วให้เหมาะสมกับบุคลิกสอดรับกับความต้องการของคุณลูกค้าท่านนั้นๆซึ่งทรงคิ้วจะเป็นแบบ Limited Edition ไม่ซ้ำกัน นอกจากนี้จะมีการแนะนำ...พร้อมทั้งปรับโหวงเฮ้งทรงคิ้วให้ใบหน้าดู โดดเด่น มั่นใจ เข้ากันยุคสมัยซึ่งทาง"คุณสา"จะทำการวาดทรงคิ้วบนใบหน้าลูกค้าเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า...ทำออกมาแล้วใบหน้าจะออกมาเป็นอย่างไร หลังจากนั้นจะแนะนำถึงสไตร์การทำว่าควรเลือกแบบลายเส้น 9D หรือฝังสีฝุ่นเพื่อเนื้องานที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุดและความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าคะ ในขณะทำงานทางคลินิกจะมีการเพิ่มยาระงับความเจ็บให้โดยตลอด จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายไร้กังวลเรื่องความเจ็บได้เลยคะ หลังจากเสร็จงานฝังสี...ทางเราจะให้คุณลูกค้าเช็คความสมบูรณ์ของเนื้องาน เพื่อคิ้วที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด พร้อมทั้งแจ้งวิธีการดูแล รักษา ข้อควรระวังและการเข้ารับบริการเติมในครั้งถัดไป ซึ่งทั้งหมดนี้เรามีทีมพนักงานค่อยดูแลให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพคะ Sarutta Clinicความสวย...ไม่มีที่สิ้นสุด

รายละเอียดทั้งหมด
โรคนิ่วไต

โรคนิ่วไต

โรคนิ่วไต  โรคนิ่วไต เป็นโรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากแร่ธาตุแข็งชนิดต่างๆที่รวมตัวกันเป็นก้อนที่ไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะในการกรองของเสียที่อยุ่ในเลือดขับออกทางปัสสาวะ อาจมีการตกตะกอนหรือตกผลึกของแร่ธาตุชนิดเข็งทำให้รวมกันเป็นก้อนนิ่วที่ไตได้ สาเหตุของโรคนิ่วไต เกิดจากหลายปัจจัย ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนิ่วไต กรรมพันธุ์ อายุ 40-50 ปี เพศ เพศชายมากกว่าเพศหญิง อาหาร อาหารบางชนิดและปริมาณอาหารที่มีผลต่อการขับสารบางชนิดออกมาทางปัสสาวะชนิดที่ทำให้เกิดสารก่อนิ่ว เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต ยูเรต ออกซาเลตชนิดที่ยับยั้งการเกิดสารก่อนิ่ว เช่น ซิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ปริมาณน้ำดื่ม ถ้าดื่นน้ำน้อยกว่า2ลิตรต่อวัน มีโอกาสเกินนิ่วไตสูงขึ้น อาการ โรคนิ่วไต ปวดท้องรุนแรงเป็นช่วงๆ ปวดหลัง ปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะมีสีแดงคล้ายมีเลือดปน หรืออาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้ การวินิจฉัยโรคนิ่วไต วินิจฉัยโดยการซักประวัตตรวจร่างกายและส่งตรวจเลือด ปัสสาวะ อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไตและระบบทางเดินปัสสาวะ การรักษา โรคนิ่วไต ขึ้นอยุ่กับ ขนาดและตำแหน่งของนิ่ว ถ้านิ่วมีขนาดเล็กเช่น น้อยกว่า 0.5 เซนติเมตร จะแนะนำดื่มน้ำมากๆเพื่อให้นิ่วขับออกมาเองได้ อาจให้ยาขับนิ่วไตร่วมด้วย ถ้านิ่วมีขนาดใหญ่ วิธีการรักษาหลายวิธีตามความเหมาะสม การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก การส่งกล้องผ่านท่อปัสสาวะแล้วนำนิ้วออกมา การผ่าตัด ในกรณีนิ่วขนาดใหญ่หรือเป็นนิ่วเขากวาง ด้วยความปรารถนาดีนายแพทย์ วรพจน์ อุปยโสธรอายุรแพทย์โรคไต

รายละเอียดทั้งหมด
รู้ก่อนซื้อ ประเภทของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แบบไหนที่เราต้องการ?

รู้ก่อนซื้อ ประเภทของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แบบไหนที่เราต้องการ?

รู้ก่อนซื้อ ประเภทของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ แบบไหนที่เราต้องการ?  รู้จักประเภทของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เราต่างทราบกันดีว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก จะส่งผลต่อการทรงตัว การตัดสินใจ และการขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งได้มีงานวิจัยที่ระบุว่า หากว่าเรามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะส่งผลต่อการตัดสินใจและเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์เป็นสารกดประสาท ด้วยเหตุนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนจึงได้กำหนดให้ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ห้ามมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และเพื่อการกำกับดูแลและความปลอดภัยบนท้องถนนจึงได้มีการพัฒนาเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อการตรวจวัดที่รวดเร็วและแม่นยำ และสามารถเลือกใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามสถานการณ์   เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์คืออะไร เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ หรือที่เรามักจะเรียกกันทั่วไปว่าเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจจับสารแอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือดผ่านทางลมหายใจ ทำให้สามารถทราบปริมาณแอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ในกระแสเลือดตามร่างกายได้ ซึ่งเมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เข้าไป แอลกอฮอล์จะซึมเข้าไปในกระแสเลือดและไหลเวียนอยู่ในร่างกาย รวมถึงภายในช่องปอด และถูกปล่อยออกมาผ่านทางลมหายใจ จึงทำให้สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ หน่วยวัดที่ใช้ในการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ คือ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (Mg% หรือ Mg/100Ml) ซึ่งแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ทำให้ความสามารถในการประมวลผลและการตัดสินใจลดลงจากเดิม จึงทำให้มีการบัญญัติกฎหมายว่า หากบุคคลใดมีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่าที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ห้ามขับขี่ยานพาหนะต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของเราและผู้ที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ   ประโยชน์ของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เรามักจะเห็นเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์หรือเครื่องเป่าแอลกอฮอล์ถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการคัดกรองผู้ขับขี่ที่มีอาการมึนเมา ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนได้ นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว บุคคลทั่วไปสามารถซื้อเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์มาตรวจได้ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เจตนา นอกจากนี้ เครื่องวัดแอลกอฮอล์ยังถูกนำมาใช้ในโรงงาน สำนักงาน และพื้นที่ก่อสร้างต่าง ๆ โดยนำมาตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของเหล่าพนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้มาปฏิบัติงาน เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง ประเภทของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ในยุคแรกของการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดจะวัดโดยการเจาะเลือดไปทดสอบ ซึ่งได้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำ แต่ข้อเสียคือใช้ระยะเวลานานกว่าจะทราบผล จึงไม่สะดวกต่อการใช้งาน ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดผ่านลมหายใจ โดยสามารถแบ่งตามลักษณะของเครื่องเป็นแบบพกพา (Mobile) ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด และแบบประจำที่ (Stationary) แต่หากว่าแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบยืนยันผล (Evidential) เป็นเครื่องวัดแอลกอฮอล์ที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานตามกฎหมายได้ เช่น นำส่งฟ้องกรณีเมาแล้วขับ ซึ่งเมื่อมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แล้ว เครื่องจะแสดงผลเป็นค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของเรา โดยมีหน่วยวัดเป็นมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบคัดกรองหรือแบบเบื้องต้น (Screening) เป็นเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่สามารถวัดค่าได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานตามกฎหมายใด ๆ ได้ เพราะจะแสดงผลเพียงแค่ปริมาณแอลกอฮอล์ว่ามีค่าเกินหรือไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้หรือไม่ โดยจะไม่แสดงปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดให้เห็น  แน่นอนว่าเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบคัดกรองจะมีราคาถูกกว่าแบบยืนยันผล และแสดงค่าได้ละเอียดมากกว่า ซึ่งเราจะเลือกใช้แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา หากว่าเราจะใช้ภายในสำนักงานหรือโรงงานอาจจะเลือกใช้แบบคัดกรองเบื้องต้น เพื่อประหยัดงบประมาณ ปัจจุบันเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์มีทั้งหมด 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบ Colorimeter เป็นเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์แบบใช้แล้วทิ้ง โดยนำหลักการเปลี่ยนสีของ Potassium Dichromate มาใช้ ซึ่งหากสามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจได้จะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีเขียว แบบ Semiconductor ใช้เซ็นเซอร์ชนิดสารกึ่งตัวนำ ซึ่งความแม่นยำจะลดน้อยลงเมื่อมีสารระเหยอื่นๆ อย่างลูกอม กาว น้ำหอม มารบกวน แบบ Fuel cell ใช้เซ็นเซอร์ชนิดไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) โดยไอของแอลกอฮอล์จะถูกดูดซับโดยเซลล์ จากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาเป็นกรมอะเซติคและเกิดกระแสไฟฟ้าที่ตรงกับปริมาณแอลกอฮอล์ มีความแม่นยำสูง แบบ Infrared Absorption เป็นเครื่องวัดแอลกอฮอล์ที่มีขนาดใหญ่ จึงเหมาะแก่การใช้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่เหมาะแก่การเคลื่อนย้าย โดยใช้แสงอินฟราเรดตรวจวัดจากการดูดซับแสงตามความเข้มข้นของไอแอลกอฮอล์ วิธีเลือกซื้อเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ การเลือกซื้อเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์เราต้องพิจารณาที่วัตถุประสงค์ งบประมาณในการใช้งาน และจำนวนที่ต้องใช้วัดต่อวัน หากว่าเราต้องการเครื่องวัดแอลกอฮอล์แบบมาตรฐาน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานตามกฎหมายได้ เราควรจะเลือกซื้อแบบยืนยันผล (Evidential) แม้ว่าจะมีราคาสูง แต่คุ้มค่า แต่หากว่าต้องการวัดปริมาณแอลกอฮอล์เบื้องต้นก็อาจจะใช้เป็นเครื่องแบบคัดกรองเบื้องต้นก็ได้ หากว่าองค์กรหรือหน่วยงานใด ต้องการซื้อเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทั้งแบบรับรองผลและแบบคัดกรองเบื้องต้น Alcotec ยินดีให้บริการ ติดต่อสั่งซื้อได้ที่เบอร์โทรศัพท์: 02-862-0254, 02-862-0959 E-Mail: customersupport@alco-tec.co.th  

รายละเอียดทั้งหมด
ภาวะอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง เกิดได้จากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อหรือสารพิษของเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือโปรโตซัว เชื้อโรคบางชนิดที่ปนเปื้อนในอาหารจะสามารถสร้างสารพิษ ซึ่งสารพิษจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดจะทนต่อความร้อน แม้เชื้อที่ก่อสารพิษจะตายไปแล้วจากการปรุงด้วยความร้อน แต่สารพิษอาจยังคงอยู่ในอาหารได้   อาหารที่อาจพบเป็นสาเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษ นมหรือผลิตภัณฑ์ของนมที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ เนื้อสัตว์ ไข่ สลัด แซนด์วิช อาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารกระป๋อง อาหารทะเล อาหารที่ปรุงตั้งไว้นานแล้วไม่ได้นำมาอุ่นให้ร้อนเพียงพอก่อนรับประทาน  อาการของภาวะอาหารเป็นพิษ เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือสารพิษของเชื้อดังกล่าว จะเกิดอาการปวดท้อง ลักษณะปวดบิดเป็นพัก ๆ  อาเจียน ซึ่งอาจจะมีเศษอาหารที่เป็นต้นเหตุของภาวะอาหารเป็นพิษออกมาด้วย ถ่ายเหลว อาจถ่ายเป็นน้ำ น้ำปนเนื้อ หรืออาจมีมูกเลือดปน ขึ้นกับชนิดของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ และอาจมีอาการไข้ร่วมด้วย  โดยทั่วไป ถ้าอาการไม่รุนแรง อาการต่าง ๆ มักจะหายได้เองภายในระยะเวลา 24-48 ชม. หรืออาการค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์  ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงอาจมีอาการที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง และมีอาการแสดงของการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น ปัสสาวะออกน้อยลงจากไตเสื่อมฉับพลัน ซึมลง หรือสับสน เป็นต้น  ระยะฟักตัวของโรค ระยะฟักตัวของโรคขึ้นกับชนิดของเชื้อและสารพิษของเชื้อ เช่น การรับประทานอาหารที่มีสารพิษของเชื้อเจือปนอยู่แล้ว (Preformed toxin จากเชื้อ  Staphylococcus aureus หรือ Bacillus cereus) มีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 30 นาที – 6ชม. การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่สร้างสารพิษหลังเข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อ enterotoxigenic Escherichia coli หรือมีกลไกการก่อโรคโดยการทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร เช่น เชื้อ Salmonella, Campylobacter หรือ Shigella) จะมีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 24 ชม. หรืออาจนานกว่านี้ สำหรับการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโปรโตซัว เช่น Cryptosporidium parvum จะมีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 7 วัน  อาการที่ต้องมาพบแพทย์ อาเจียนหลายครั้ง หรือ ถ่ายเหลวหลายครั้ง มีอากาการอ่อนเพลีย ซึมลง มีไข้สูง หอบเหนื่อย มีอาการทางระบบประสาท รับประทานอาหารและน้ำดื่มได้น้อยลง มีอาการถ่ายเป็นมูก หรือเลือดปน อาการไม่ดีขึ้นภายหลังระยะเวลา 48 ชม. ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง  พญ. กัญญวิสาข์ ตั้งกิจวณิชย์เจริญ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

รายละเอียดทั้งหมด
ภาวะช็อก

ภาวะช็อก

ภาวะช็อก ภาวะช็อก” นั้น เป็นเรื่องปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที เพราะ ภาวะช็อก ในทางการแพทย์เราหมายถึง ภาวะที่เนื้อเยื่อของร่างกายมีการขาดออกซิเจน (Tissue hypoxia) ซึ่งสามารถแบ่งได้ตามสาเหตุการเกิด ดังนี้   1. ภาวะช็อกจากการขาดสูญเสียสารน้ำหรือเลือด (Hypovolemic shock) เช่น การสูญเสียสารน้ำจาก การอาเจียน ถ่ายเหลว การสูญเสียเลือดจากการประสบอุบัติเหตุ เป็นต้น 2. ภาวะช็อกจากโรคหัวใจ (Cardiogenic shock) เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจทำงานล้มเหลวจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เป็นต้น 3. ภาวะช็อกจากการขยายตัวของหลอดเลือด (Distributive shock) ซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดสูญเสียการตึงตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ลดลง ซึ่งมีหลายสาเหตุ เช่น ภาวะช็อคจากพิษเหตุติดเชื้อ (Septic shock) ปฏิกิริยาการแพ้รุนแรงชนิด Anaphylaxis ภาวะความผิดปกติของระบบประสาท ความผิดปกติของโรคต่อมไร้ท่อบางชนิด 4. ภาวะช็อกจากการอุดกั้น (Obstructive shock) ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุจากภายนอกหัวใจ ทำให้การบีบตัวของหัวใจล้มเหลว เช่น ภาวะลมรั่่วในเยื่อหุ้มปอด ภาวะบีบรัดหัวใจ จากของเหลวปริมาณมากอยู่ในถุงเยื่อหุ้มหัวใจ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ภาวะความดันในหลอดเลือดแดงปอดสูง เป็นต้น 5.  ภาวะช็อกจากสาเหตุอื่นๆ อาการของภาวะช็อก ขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะช็อค และอวัยวะที่เกิดผลกระทบจากภาวะช็อค โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยจะมีอาการของภาวะความดันโลหิตที่ต่ำลง เช่น ซึมลง หมดสติ ตัวเย็น มือเท้าเย็น หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะออกน้อยลง หอบเหนื่อย เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการช็อกจากสาเหตุของการติดเชื้อ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการผิดปกติบางอย่างที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อก ได้แก่ 1. อาการทั่วไปของการติดเชื้อ เช่น มีไข้ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ใจสั่น 2. อาการเฉพาะที่ของแหล่งติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อที่ปอด มีอาการไข้ ไอ หอบ หรือ กรณีมีการติดเชื้อที่ระบบขับปัสสาวะ จะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่น ปวดบั้นเอว เป็นต้น 3.  อาการแสดงทางผิวหนัง ส่วนใหญ่จะพบเป็นตุ่มหนอง เป็นผื่นแดง เป็นตุ่มตามผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการกระจายเชื้อมาที่ผิวหนัง 4.  อาการที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ เช่น อาการแสดงของการทำงานล้มเหลมของอวัยวะต่างๆ เช่น ปัสสาวะออกน้อยลงจากไตเสื่อมฉับพลัน ซึมลง หรือสับสน เป็นต้นการป้องกันตนเองจากภาวะช็อกจากพิษเหตุติดเชื้อ (Septic shock)   1. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง 2. ออกกำลังกายเป็นประจำ 3. รับประทานอาหารสุก สะอาด ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ 4. รักษาและควบคุมโรคประจำตัวให้ดี 5. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ป้องกันได้ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ เป็นต้น 6. มาพบแพทย์เมื่อสงสัยภาวะติดเชื้อตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น เมื่อมีอาการไข้ เป็นต้น พญ. กัญญวิสาข์ ตั้งกิจวณิชย์เจริญอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ

รายละเอียดทั้งหมด
3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

1.   ค่อยๆปรับเปลี่ยน จากคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย หรือดูแลเรื่องการกินเลย จะให้เริ่มออกกำลังกายทุกวัน กินต้องเป๊ะนี่ บอกเลยว่ายาก การที่เราทำแบบเดิมมาเป็นเวลานาน จนเป็นนิสัย จะให้เปลี่ยนในหนึ่งวัน เป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆเปลี่ยน สรุปคือต้องสร้างนิสัยใหม่ มาแทนนิสัยเก่าที่มันไม่ดีในบทความต่อไป จะมาบอกวิธีการในการเปลี่ยนนิสัยง่ายๆ ในแต่ละวัน ที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักเห็นผลได้อย่างแน่นอน ________________________ ตามที่สัญญาเอาไว้ ในบทความนี้เราจะช่วยให้คุณลดน้ำหนัก โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในแต่ละวัน 1.  ควบคุมปริมาณ เริ่มมจากการควบคุมปริมาณการกินในแต่ละมื้อ คนส่วนใหญ่ที่น้ำหนักขึ้น เพราะพวกเค้ากินในปริมาณที่มากเกินความต้องการ ต่อให้คุณกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่กินมากจนเกินไป ก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน วิธีการง่ายๆ ในแต่ละมื้อควรมี ·       โปรตีน (1 ฝ่ามือ) ·       แป้ง (1 อุ้งมือ) ·       ไขมันดี (1หัวแม่โป้ง) ·       ผัก (1กำมือ) สำหรับผู้หญิงสามารถใช้หลักปริมาณควบคุมอาหารตามที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับผู้ชายอาจเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่า ยกตัวอย่างเช่น โปรตีนอาจเป็น 2 ฝ่ามือ2.  คิดบวกเวลาพูดคำว่าไดเอท คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการกินอาหารที่ไม่อร่อย ในปริมาณน้อย พวกไข่ต้ม ไก่จืดๆ อยากให้เลี่ยนความคิดว่าการกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารมีรสชาติอร่อย ทำให้เราแข็งแรง การกินข้าวไม่ได้ทำให้อ้วน ที่คุณอ้วนเพราะคุณกินเยอะเกินไป ถ้าคุณชอบกินของหวาน ของมัน ของทอด ของพวกนี้ ถามว่ากินได้ไหม กินได้แต่ในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ส่วนตัวมองอาหารว่าเป็นสิ่งที่ให้พลังงานกับร่างกาย คุณยังสามารถมีความสุขกับการกินได้ เพียงแค่ต้องปรับมุมมองว่า เรากินในปริมาณที่มากเกินไปรึป่าว 3.  จดว่าวันนี้เรากินอะไรไปบ้าง ถ้าคุณคิดที่จะเริ่มลดน้ำหนักแบบถาวร เห็นผลในระยะยาว แนะนำให้จดทุกอย่างที่คุณกินในแต่ละวัน คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองกินดี แต่คุณรู้แน่นอนรึป่าว การที่คุณจดลงไปในกระดาษ ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า สมมุติวันนี้กินน้ำน้อยมาก ไม่มีเนื้อสัตว์เลย มีแต่กินขนม มิน่าละวันนี้รู้สึกหิว ทีนี้เรารู้แล้วว่าพรุ่งนี้ต้องกินเนื้อสัตว์เพิ่มนะ คุณไม่จำเป็นต้องจดไปจนตลอด แค่ในเบื้องต้น พอเริ่มเป็นนิสัย เรารู้แล้วว่าในแต่ละวันเราต้องกินอะไรบ้าง ก็จะง่ายขึ้น4.  เตรียมการล่วงหน้า เวลาที่เรายุ่ง หรือเหนื่อยมาจากการทำงาน สิ่งสุดท้ายที่อยากทำคือทำกับข้าว หรือกินอาหารที่มีประโยชน์ เวลาเราหิว อะไรอยู่ตรงหน้าก็คว้าเข้าปาก ถ้าคุณอยากลดน้ำหนักให้เห็นผล ให้เตรียมการล่วงหน้า สมมุติพรุ่งนี้เรามีประชุมทั้งวัน พกข้าวที่เราทำเอาไว้ไปที่ทำงาน หรือรู้ว่าอาทิตย์นี่กลับบ้านดึก เตรียมข้าวกล่องเก็บไว้ในตู้เย็น กลับมาอุ่นอย่างเดียว 5.  ขยับร่างกายคนส่วนใหญ่คิดว่าจะลดน้ำหนักต้องไปออกกำลังที่ยิมเท่านั้น อันนั้นก็ใช่ แต่ถ้าวันไหนคุณมีธุระด่วนขึ้นมาละ คุณสามารถเลือกเดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ได้ไหม หรือเดินไปซื้อของ ไม่ต้องขับรถไป อยากให้มองการออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน อยากให้หาเวลาพักระหว่างวันเดินไปกินข้าว เดินรอบตึก การที่จะมี lifestyle ที่แข็งแรง คุณต้องสนุกไปกับมัน การลดน้ำหนักก็เช่นกัน อย่ามองวางอดอาหารสัก 1 เดือนเด่วน้ำหนักก็ลง มันอาจจจะลงแต่เด่วก็กลับขึ้นมาอีก การลดน้ำหนักที่ปลอดภัย แบบถาวร เห็นผลในระยะยาว คุณต้องสนุกกไปกับมัน หากิจกรรมที่ตัวเองชอบทำ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ รับรองได้ว่าลดน้ำหนักรอบนี้ เห็นผลชัวร์ https://youtube.com/channel/UCCNVpRa4bDoeUvxm6TBTmlg

รายละเอียดทั้งหมด
5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกเครื่องผลิตออกซิเจน สำหรับใช้ภายในบ้าน

5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกเครื่องผลิตออกซิเจน สำหรับใช้ภายในบ้าน

5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเลือกเครื่องผลิตออกซิเจน สำหรับใช้ภายในบ้านเครื่องผลิตออกซิเจน สำหรับใช้ภายในบ้านในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินชื่อของ “เครื่องผลิตออกซิเจน” เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ต้องรอเตียงและมีปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติ จึงมีการนำเครื่องนี้มาใช้เพื่อประคองอาการในเบื้องต้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เครื่องผลิตออกซิเจน หรือ Oxygen Concentrator เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจ โดยได้มีการพัฒนาสำหรับผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดยปกติแล้ว คนทั่วไปที่สุขภาพดีจะมีค่าอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) มากกว่า 95% ขึ้นไป ดังนั้นหากวัดค่าออกซิเจนแล้วมีค่าต่ำกว่า 94% ซึ่งจะทำให้มีอาการหายใจสั้น เร็ว หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ไอหรือหายใจมีเสียงหวีด เหงื่อออก และอาจจะทำให้สีผิวเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ จะต้องพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาถึงอาการผิดปกติโดยด่วนสำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน และแนะนำให้ซื้อเครื่องทำออกซิเจน ซึ่งก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อ ควรมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้    1. ต้องใช้เครื่องขนาดเท่าไร   เครื่องออกซิเจนมีหลายรุ่นหลายขนาดให้เลือก ซึ่งหน่วยของเครื่องจะเป็น “ลิตร/นาที (LPM)” หมายถึง อัตราการไหลของออกซิเจนใน 1 นาทีนั่นเอง ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนก็จะมีความต้องการอัตราการไหลของออกซิเจนที่แตกต่างกันออกไปตามอาการ ซึ่งญาติหรือผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้เพื่อเลือกซื้อได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีหลักในการเลือกซื้อดังต่อไปนี้ขนาด 3-6 ลิตรต่อนาที สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจ รู้สึกหอบหรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ  ผู้สูงอายุที่ต้องการเพิ่มปริมาณออกซิเจนภายในบ้าน และผู้ที่รู้สึกอ่อนเพลียโดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีออกซิเจนไม่เพียงพอ สามารถใช้ร่วมกับ Nasal Cannula ในการให้ออกซิเจน ซึ่งเป็นวิธีที่รบกวนผู้ป่วยน้อยกว่าวิธีอื่น ๆขนาด 6-8 ลิตรต่อนาที เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ รวมถึงผู้ป่วยที่เจาะคอ สามารถใช้ร่วมกับ Nasal Cannula หน้ากากพร้อมถังเก็บออกซิเจน และหน้ากากสำหรับผู้ป่วยเจาะคอที่ต่อกับกระปุกให้ความชื้น   ขนาด 8-10 ลิตรต่อนาที เหมาะสำหรับผู้ป่วยเจาะคอ สามารถใช้ร่วมกับหน้ากากพร้อมถังเก็บออกซิเจน และหน้ากากสำหรับผู้ป่วยเจาะคอต่อกับกระปุกให้ความชื้น และหากว่าเป็นเครื่องที่ใช้แรงดันสูง 20 Psi จะสามารถใช้กับกระปุกให้ความชื้นชนิดปรับเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนและความชื้นได้อีกด้วย 2. ต้องนำไปใช้ในสถานที่ใดบ้างญาติหรือผู้ป่วยหลายคนมักจะถามว่า ควรจะซื้อเครื่องแบบใช้ในบ้าน หรือซื้อเครื่องที่พกพาไปนอกสถานที่ได้ และสามารถใช้เครื่องเดียวได้หรือไม่ ความจริงแล้ว เราไม่แนะนำให้ซื้อเครื่องเดียวใช้ทุกสถานที่หากว่าเราต้องการเครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบ้านสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลทั่วไป เราควรจะซื้อแบบที่เสียบไฟบ้าน และติดตั้งในบ้านไปเลย เพราะจุดประสงค์เราคือ เพิ่มความสดชื่นภายในบ้าน และลดความอ่อนล้าจากอากาศและจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และหากว่าเรามีผู้ป่วยติดเตียงในบ้าน ที่ต้องการออกซิเจนตลอดเวลา ให้เราซื้อแบบใช้ในบ้านและใช้ไฟในบ้านเช่นเดียวกันหากว่าผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือดจะต้องเดินทางออกนอกสถานที่บ่อย ๆ หรือต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ก็ควรซื้อเครื่องแบบพกพา เพื่อสะดวกแก่การเคลื่อนย้าย โดยพิจารณาที่ชั่วโมงการเดินทางและการใช้งานเป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนระหว่างการเดินทางนั่นเองกล่าวโดยสรุปก็คือ หากว่าผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนและอยู่ติดบ้าน หรือใช้งานในบ้านทั่ว ๆ ไป ก็ให้เลือกซื้อเครื่องแบบใช้ในบ้านไปเลย แต่หากว่าผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ต้องเดินทาง ก็ควรซื้อเครื่องพกพาแยกต่างหากเครื่องผลิตออกซิเจนในบ้าน - Alcotec    3. ผู้ป่วยมีความต้องการพิเศษหรือไม่สำหรับผู้ป่วยเจาะคอ หรือผู้ป่วยที่ต้องพ่นละอองยาเป็นประจำ นอกจากการดูที่ปริมาณการไหลของออกซิเจนแล้ว จะต้องพิจารณาถึงอุปกรณ์ที่สามารถใช้ร่วมกับผู้ป่วยได้ และรุ่นที่ใช้มีข้อจำกัดหรือไม่นั่นเอง ดังนั้น หากว่าเราจะเลือกซื้อเครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยที่มีความต้องการพิเศษ เราควรจะถามแพทย์เจ้าของไข้อย่างละเอียดว่าจะต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์ใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องให้ความชื้น เครื่องพ่นยา และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสอบถามก็คือ ผู้ป่วยจำเป็นต้องให้ออกซิเจนตลอดเวลาหรือไม่ เพื่อใช้ในการคัดเลือกเครื่องที่เหมาะสมแก่การใช้งานต่อไป  4. งบประมาณและค่าใช้จ่ายในการใช้งานแน่นอนว่าเรื่องงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการใช้งานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานกับผู้ป่วยและผู้สูงอายุเชื่อว่าหลายคนพยายามซื้อเครื่องออกซิเจนให้ได้คุณภาพดีที่สุด ในราคาที่เราสามารถจ่ายไหว แต่นอกจากราคาของเครื่องแล้ว เราก็ควรจะสอบถามถึงค่าบำรุงรักษา ค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถคำนวณถึงค่าใช้จ่ายในอนาคต ที่สำคัญอย่าลืมถามเรื่องการรับประกัน เพราะแม้ว่าจะจ่ายในราคาที่สูงกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย แต่หากว่ามีระยะเวลาประกันสินค้ามากกว่า ก็คุ้มค่าที่จะจ่ายนั่นเอง    5. บริการหลังการขายบริการหลังการขายเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจ เพราะเป็นเครื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้ป่วย หากเครื่องมีปัญหา หรือเราไม่แน่ใจในเรื่องของการใช้งาน การสอบถามผู้ผลิตเพื่อความมั่นใจหรือส่งซ่อมในระยะเวลาอันรวดเร็ว ก็ช่วยให้เราสบายใจมากยิ่งขึ้นหากว่าเรายังไม่แน่ใจ ลองค้นหาการให้บริการในอินเทอร์เน็ต หรือลองทักเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าในช่องทางต่าง ๆ เพื่อประเมินคุณภาพและความรวดเร็วของการให้บริการนั่นเอง  Alcotec เรานำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องผลิตออกซิเจนคุณภาพสูงของทาง Lepu Medical สำหรับใช้ในบ้าน มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่น ขนาด 3 ลิตร และ 5 ลิตร สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าได้ที่นี่ หรือติดต่อเราได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-862-0254 , 02-862-0959 และทาง E-Mail: customersupport@alco-tec.co.th  

รายละเอียดทั้งหมด
3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

กำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนักอยู่รึป่าว ถ้าคุณกำลังรู้สึกอึดอัดกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือกังวลกับน้ำหนักตัวที่ไม่ลง ทำให้คุณเครียด รู้สึกไม่อยากออกไปเจอใคร คุณใส่เสื้อสีเข้ม ตัวใหญ่เพื่อปกปิดร่างกาย ส่งผลถึงความสัมพันธ์กับตัวเองและคนรอบข้าง คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เวลาที่เรามีสุขภาพดี น้ำหนักลง เราก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้เรากล้าที่จะลองทำหลายๆสิ่งในชีวิต ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันไม่มีสูตรตายตัว หรือยาวิเศษในการลดน้ำหนัก แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า อะไรที่ทำให้บางคนประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก ในขณะที่อีกหลายคนน้ำหนักไม่ลงเลย อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางคนลดน้ำหนักได้เห็นผล จากประสบการณ์ฟิตเนสโค้ชชิ่งมานานกว่า 7 ปี หัวใจสำคัญในการลดน้ำหนักที่ได้ผล คือคุณต้องมีโปรแกรมที่เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวัน lifestyle ของเรา สิ่งที่คุณเอามาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายที่ยิม อาจหากิจกรรมสนุกทำกับเพื่อน เช่น เดินในสวน ปั่นจักรยาน สรุปง่ายๆคือ ถ้าคุณรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ มันจะทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ใช่ทำเพื่อแค่การลดน้ำหนัก แต่มันคือ healthy lifestyle ในระยะยาว ถ้าคุณพร้อมที่จะลดน้ำหนัก (ถาวร) ลองเริ่มจาก 3 สิ่งต่อไปนี้ 2. การออกกำลังกาย  วิธีการลดน้ำหนักอีกข้อคือการออกกำลังกาย ควบคู่กับการกินอาหารที่เหมาะสม ถ้าคุณออกกำลังกายแต่กินแหลก ก็คงไม่เห็นผล หรือไดเอตอย่างเดียว กลัวอ้วน แต่ไม่ออกกำลังกาย ส่วนตัวมองว่ามันเครียดนะ คือกินอะไรก็ไม่ได้เลยกลัวอ้วน สู้ออกกำลังกายด้วยดีกว่า จะได้กินได้ด้วย ถ้าคุณพึ่งเริ่มออกกำลังกาย ให้เริ่มจากเดินหรือวิ่งเบาๆ สัก 20-30 นาที 3 วันต่ออาทิตย์ พอเริ่มทำเป็นนิสัยได้แล้ว อาจเพิ่มพวกการยกน้ำหนัก เพื่อฝึกกำลังกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าอยากมีร่างกายที่กระชับ สมส่วน อันนี้แนะนำ ถ้าสนใจทักมาได้นะคะ เวลาคุณออกกำลังกายมันจะไปกระตุ้นระบบเผาผลาญ ช่วยให้น้ำหนักลง   https://youtube.com/channel/UCCNVpRa4bDoeUvxm6TBTmlg  

รายละเอียดทั้งหมด
ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการปวดที่ไม่ใช่ธรรมดา

ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการปวดที่ไม่ใช่ธรรมดา

ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการปวดที่ไม่ใช่ธรรมดา อาการปวดท้องนั้น เป็นอาการทั่วไปที่เชื่อว่าทุกคนเคยเป็น ไม่ว่าจะปวดท้องเพราะหิว ท้องอืด ท้องเฟ้อ แต่อาการปวดท้องประเภทหนี่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ อาการ “ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่” ซึ่งเราพบว่า ต้นเหตุทำให้เกิดอาการบริเวณลิ้นปี่ที่พบบ่อยที่สุด คือ กระเพาะอาหารอักเสบ  พบมากที่สุด ประมาณ 60% ของกลุ่มคนที่ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แผลในกระเพาะอาหาร  พบประมาณ 15-25% กรดไหลย้อน พบประมาณ 10-15% นิ่วในทางเดินน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน กระเพาะอาหารอักเสบ และ แผลในกระเพาะอาหาร อาการได้แก่ ปวดท้องเวลาอิ่มหรือหิว คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร ปัจจัยเสี่ยง เช่น ทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori จากการกินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน กินยาบางชนิดที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น NSAIDs หรือ steroids มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร แม้พบน้อยแต่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีสัญญาณเตือน ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ มีถ่ายสีดำหรือแดง อาเจียนมีเลือดปน โลหิตจาง กลืนติด กลืนลำบาก ผู้ป่วยสูงอายุโดยเฉพาะมากกว่า 50 ปี หรือ รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ตจะเกิดโรคเหล่านี้ เราจึงควรหมั่นตรวจสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่  หรือผู้ที่มีอาการปวดท้องในผู้ที่มีอายุ 50ปีขึ้นไปควรได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหาร พร้อมทั้งตรวจการติดเชื้อ H.pylori ในกระเพาะอาหาร  เพื่อให้ยาฆ่าเชื้อทันทีหากพบว่า ติดเชื้อดังกล่าว นพ.ธนชัย ปัญจชัยพรพลอายุรแพทย์ทางเดินอาหารและตับรพ.จุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต

รายละเอียดทั้งหมด
3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก

3 สิ่งนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก กำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนักอยู่รึป่าว ถ้าคุณกำลังรู้สึกอึดอัดกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น หรือกังวลกับน้ำหนักตัวที่ไม่ลง ทำให้คุณเครียด รู้สึกไม่อยากออกไปเจอใคร คุณใส่เสื้อสีเข้ม ตัวใหญ่เพื่อปกปิดร่างกาย ส่งผลถึงความสัมพันธ์กับตัวเองและคนรอบข้าง คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เวลาที่เรามีสุขภาพดี น้ำหนักลง เราก็จะมีความมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้เรากล้าที่จะลองทำหลายๆสิ่งในชีวิต ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันไม่มีสูตรตายตัว หรือยาวิเศษในการลดน้ำหนัก แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า อะไรที่ทำให้บางคนประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนัก ในขณะที่อีกหลายคนน้ำหนักไม่ลงเลย อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางคนลดน้ำหนักได้เห็นผล  จากประสบการณ์ฟิตเนสโค้ชชิ่งมานานกว่า 7 ปี หัวใจสำคัญในการลดน้ำหนักที่ได้ผล คือคุณต้องมีโปรแกรมที่เหมาะสมกับกิจวัตรประจำวัน lifestyle ของเรา สิ่งที่คุณเอามาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายที่ยิม อาจหากิจกรรมสนุกทำกับเพื่อน เช่น เดินในสวน ปั่นจักรยาน สรุปง่ายๆคือ ถ้าคุณรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ มันจะทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ใช่ทำเพื่อแค่การลดน้ำหนัก แต่มันคือ healthy lifestyle ในระยะยาว   ถ้าคุณพร้อมที่จะลดน้ำหนัก (ถาวร) ลองเริ่มจาก 3 สิ่งต่อไปนี้ 1.   โภชนาการคุณรู้แล้วว่าอาหารเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก แต่คุณรู้ไหมว่าไดเอตแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ ถ้าคุณอยากลดน้ำหนักแต่ไม่ดูแลเรื่องการกินเลย ก็คงไม่เห็นผล แต่จะให้เราคุมอาหารเป๊ะ กินคลีนตลอด ก็ไม่ไหว เพราะชีวิตคงเป็นอะไรที่ขาดรสชาติ ให้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โปรตีน ข้าว ไขมันดี เลี่ยง ของมัน ของทอด ของหวาน 80% อีก 20% ก็ให้รางวัลกับชีวิตได้บ้าง วิธีการนี้จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกว่าต้องอดอาหาร และยังมีความสุขกับการกิน ลองไอเดียข้างล่างดูนะคะ·       หลังจากตื่นนอน 1 ชม. ให้กินอาหารที่มีกากใยอาหารและโปรตีนสูงมื้อเช้า จะทำให้คุณอิ่มท้องและไม่หิว และคว้าขนมเข้าปาก อาหารโปรตีนสูงพวก ไข่ เนยถั่ว เนื้อสัตว์ พวกกากใยอาหารสูงเช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ผัก ·       ดื่มน้ำตลอดทั้งวันให้ได้อย่างน้อย 8 แก้ว บางครั้งที่คุณรู้สึกหิวอาจเป็นเพราะกระหายน้ำ การดื่มน้ำเยอะๆช่วยขับของเสียในร่างกายออกมา คนที่ดูตัวบวม น้ำหนักไม่ลง อาจเป็นเพราะกินน้ำน้อย ทำให้ร่างกายกักเก็บของเสียเอาไว้ ·       หลีกเลี่ยงพวกน้ำผลไม้กล่อง น้ำโซดา เพราะมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมอยู่มาก น้ำเปล่าดีที่สุด

รายละเอียดทั้งหมด
ใจสั่น เรื่องของ “หัวใจ” ที่ไม่ควรมองข้าม

ใจสั่น เรื่องของ “หัวใจ” ที่ไม่ควรมองข้าม

ใจสั่น เรื่องของ “หัวใจ” ที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าพูดถึงคำว่า “ใจสั่น” สำหรับวัยรุ่น คงเป็นเรื่องที่น่าอมยิ้มเวลาเล่าว่าเราไปเจอใครที่ทำให้ “ใจสั่น เลยทีเดียว” แต่อาการจริงๆ ของใจสั่น ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีแต่ประการใดเลย กลับเป็นสัญญาณเตือนที่เราไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว ใจสั่น  (palpitation) เป็นอาการที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะไม่สม่ำเสมอ ทำให้เราสามารถรู้สึกได้ อาจมีอาการร่วมเช่นเวียนศีรษะ หน้ามืด จะเป็นลม ปกติหัวใจจะเต้นอยู่ที่ 60 – 100 ครั้งต่อนาที ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ “ใจสั่น” มีอะไรได้หลายสาเหตุ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีหลายชนิด มีความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนต่างกัน โรคหัวใจขาดเลือด โรคห้องหัวใจหนา โรคหัวใจโต โรคไทรอยด์เป็นพิษ ทำให้มีอาการใจสั่นได้ เนื่องจากหัวใจเต้นเร็วเกินไป การออกกำลังกาย ในการออกกำลังกายอย่างหนักจะทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นทำให้เรารู้สึกได้ ยาหรือสารบางชนิด เช่นการทานยาบางตัวทำให้เกิดอาการใจสั่นขึ้นได้ สารบางชนิดเช่นคาเฟอีนจากชากาแฟในบางคนอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้นได้หรือยาเสพติดทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็จะทำให้รู้สึกหวิวๆเหมือนใจสั่นได้ การมีไข้ ติดเชื้อ ทำให้หัวใจสูบฉีดแรงและเร็วขึ้นได้ ภาวะเครียด กังวล ก็สามารถทำให้รู้สึกว่าใจสั่นได้แน่นหน้าอกหายใจไม่ออ และเมื่อมีอาการ แม้ในบางครั้งจะหายไปเองได้ หรือเบาลง เมื่อนั่งพักสักครู่ แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ตรวจร่างกาย ปรึกษาเรื่องยาต่างๆที่เราใช้อยู่ อาจส่งตรวจทางการแพทย์ เพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่อง (Holter) การวิ่งสายพาน การตรวจเลือด เช่น ไทรอยด์ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ระดับเกลือแร่ เอกซเรย์ปอด การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ การใช้เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าแบบพกพาเวลามีอาการ เนื่องจากในบางครั้ง ไม่ได้เกิดอาการขึ้นตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถจับความผิดปกติเวลามาตรวจได้   โดยการรักษา มีหลายระดับ ตั้งแต่การงด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่าง ไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์สาเหตุการเกิดโรคนั้น ๆ เช่น กรณีที่เกิดจากโรคหัวใจก็อาจใช้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ หรือการจี้ไฟฟ้ารักษา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือการช็อตไฟฟ้าหัวใจ กรณีเกิดจากยาก็ควรหยุดหรือเปลี่ยนยา กรณีเกิดจากคาเฟอีน ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน กรณีเกิดจากความเครียด ก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะเครียดหรือพบจิตแพทย์  ถ้าท่านมีอาการใจสั่น เป็นบ่อย รุนแรง ร่วมกับมีอาการหน้ามืด จะเป็นลม เจ็บแน่นหน้าอกหรือมีโรคหัวใจอยู่เดิม ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ด้วยความปรารถนาดี พญ. พันธิตรา ศิริปัญจนะ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลจุฬารัตน์9 แอร์พอร์ต

รายละเอียดทั้งหมด
แน่นอก  สัญญาณเตือนเรื่องหัวใจ

แน่นอก สัญญาณเตือนเรื่องหัวใจ

แน่นอก  สัญญาณเตือนเรื่องหัวใจ  อาการแน่นหน้าอกเป็นอาการสำคัญที่สามารถนำไปสู่โรครุนแรงได้หลายอย่าง ที่สำคัญคือโรคหัวใจที่ทุกท่านกังวล อาการที่ผู้ป่วยมีคือแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกคล้ายมีอะไรมากดทับ จุก อึดอัด เหนื่อย หายใจไม่ออก อาจจะร้าวไปใต้คาง หรือไหล่ซ้าย บางรายมีอาการเหงื่อแตก ใจสั่น คล้ายจะเป็นลม บางรายหมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ตำแหน่งที่เป็น มักจะแน่นตรงกลางหน้าอก หรือราวนมซ้าย หรือบางคนมาด้วยจุกลิ้นปี่ ระยะเวลาที่เป็น มักเป็นนาทีขึ้นไป  ลักษณะอื่นของอาการเจ็บหน้าอก เช่น 1.     โรคลมรั่วในช่องปอด มักพบในผู้ชาย รูปร่างผอมสูง จะรู้สึกแน่นทันทีทันใด ข้างใดข้างหนึ่ง รู้สึกหายใจไม่ออก โรคนี้ต้องรีบมารพ.เพราะถ้าเป็นมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ 2.     โรคเส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดเฉียบพลันหรือปริ จะมีอาการเจ็บหน้าอกขึ้นมาทันทีทันใดตรงกลาง ร้าวทะลุไปหลัง อาจมีอาการเป็นลมได้ ภาวะนี้ฉุกเฉินต้องรีบมารพ.ทันที 3.     โรคเส้นเลือดไปเลี้ยงปอดอุดตัน ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บหน้าอกได้ ใจสั่น เหนื่อยโดยเฉพาะเวลามีกิจกรรมต่างๆ พบบ่อยในคนที่ไม่ได้ขยับขานานๆ เช่นเดินทางโดยเครื่องบิน ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยติดเตียง 4.     โรคกระดูกอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยจะทีอาการเจ็บแปลบๆ สัมพันธ์กับการหายใจ การไอ กดเจ็บบริเวณหน้าอก ในภาวะนี้ไม่รุนแรง สามารถหายได้เองหรือทานยาต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อ 5.     ภาวะเครียดหรือเส้นประสาท อาจทำเจ็บแปลบ เจ็บจี๊ดๆได้ อาการจะไม่รุนแรง 6.     โรคหลอดลมอักเสบ ผู้ป่วยมีอาการไอ มีเสมหะ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก อาจหายใจมีเสียงดังหวีดได้ อาการเหล่านี้เป็นอาการเบื้องต้นที่ท่านสามารถสังเกตอาการได้เอง แต่ในบางครั้ง อาการของโรคหัวใจก็ไม่ได้มีแค่เจ็บหน้าอกเท่านั้น ยังมีอาการอื่นอีก อย่างไรก็ดี ถ้าท่านมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกสงสัยโรคหัวใจก็ควรมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรักษาอย่างทันท่วงที นพ. ขวัญชัย ประสิทธิ์วุฒิเวชช์อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต  

รายละเอียดทั้งหมด
4 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแพ้อาหาร

4 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแพ้อาหาร

4 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแพ้อาหาร ภาวะแพ้อาหาร หรือ Food allergy สาเหตุเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ทานสารอาหารบางชนิดเข้าไป แล้วไปทำให้ร่างกายมีการกระตุ้น สร้าง IgE (Immunoglobulin E) ต่อต้านต่ออาหารชนิดนั้น โดย IgE จะส่งสัญญาณไปยังระบบภูมิคุ้มกันเพื่อปล่อยสารฮีสตามีน ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆเกิดขึ้น สำหรับอาการของการแพ้อาหารที่พบบ่อยสุดคือ ผื่นลมพิษเฉียบพลัน ซึ่งจะมีผื่นเป็นผื่นแดง บวมนูน เป็นวง ตามลำตัว แขนขา มักเกิดขึ้นเร็วหลังจากที่ทานอาหารที่แพ้เข้าไปเพียง 5-15 นาที ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นภายใน 1 ชม. ในบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีตาบวมและหน้าบวมร่วมด้วย จนไปถึงแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ซึ่งเป็นอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เป็นภาวะที่เร่งด่วนต้องรีบพบแพทย์โดยทันที อาการอื่นๆที่พบได้คือ คันในปาก คันริมฝีปาก คันตา หลังจากที่ทานอาหารที่แพ้เข้าไป สำหรับ4 เรื่องที่ผู้คนมักเข้าใจผิด เกี่ยวกับการแพ้อาหาร ได้แก่ 1.      “เคยทานแล้วแพ้ มีผื่นลมพิษขึ้นไม่มาก แสดงว่ายังพอทานได้อยู่ ” ซึ่งเป็นเข้าใจที่ผิด ความจริงคือ อาการแพ้ไม่รุนแรงในรอบก่อน ไม่ได้ยืนยันว่า อนาคตจะไม่รุนแรงเสมอไป ซึ่งอาจจะแพ้รุนแรงขึ้นมาวันไหนก็ได้ ขึ้นกับภูมิของเรา ณ วันนั้นๆด้วย 2.      “กินยาแก้แพ้ ก่อนกินอาหารที่แพ้” วิธีนี้ไม่ควรทำ เนื่องจาก ยาแก้แพ้อาจช่วยบดบังผื่น ไม่ให้เกิดผื่นได้ แต่ไม่ช่วยกรณีที่มีหลอมลมตีบ ความดันต่ำจากการแพ้อาหาร ดังนั้นอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตอาการแพ้ แล้วเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ 3.      “ถ้าเมื่อก่อนเคยกินกุ้ง ก็จะไม่แพ้กุ้งตลอดไป” แม้ตอนเด็กหรือเมื่อก่อนเราจะทานกุ้งได้โดยไม่แพ้ แต่เมื่อโตขึ้น หรืออายุมากขึ้น ก็มีโอกาสแพ้ได้ เราเรียกภาวะนี้ว่า Adult-onset food allergy ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายถูกกระตุ้นจากโปรตีนในอาหารชนิดนั้นๆ สักช่วงหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว แล้วร่างกายค่อยๆสร้าง IgE เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ต่ออาหารชนิดนั้นขึ้นมา เมื่อกลับมาทานอีก เลยเกิดอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งอาจกลายเป็นแพ้รุนแรงขึ้นมาในอนาคตได้ 4.      “แพ้กุ้ง แต่สามารถกินกั้ง ปู ได้ไม่เกี่ยวข้องกัน” ความจริงคือ ผู้ที่แพ้กุ้ง เราจัดว่าเป็นกลุ่มที่แพ้สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง อาจจะแพ้จากเนื้อ หรือสารของเปลืองแข็งของสัตว์ชนิดนั้นๆ ก็ได้ จึงควรเลี่ยงทานกุ้ง กั้ง ปู ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม ด้วย เนื่องจากอาหารพวกนี้มักมีโปรตีนที่คล้ายกัน สามารถแพ้ข้ามกันไปมาได้สูงถึง 75% สำหรับการวินิจฉัยภาวะแพ้อาหารนั้น ต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย รวมไปถึงการตรวจทดสอบอื่นๆเพิ่มด้วย เช่น การทดสอบทางผิวหนัง (Skin prick test) เป็นการใช้น้ำยาโปรตีนสกัด มาหยดบนท้องแขนแล้วใช้เข็มสะกิดที่ผิวหนังเพื่อทดสอบปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทดสอบโดยการเจาะเลือดหา Specific IgE ของอาหารที่สงสัย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวก และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน การรักษาและการปฏิบัติตัว ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ รวมไปถึงอาหารที่มีโอกาสแพ้ข้ามกันได้ กรณีที่มีผื่นอย่างเดียวโดยไม่มีอาการอื่นร่วมได้สามารถทานยาแก้แพ้หลังที่เกิดอาการได้ สำหรับรายที่มีอาการแพ้รุนแรง ต้องพบแพทย์โดยด่วนที่สุด และแนะนำให้พกยาสำหรับช่วยชีวิตฉุกเฉิน Epinephrine ติดตัวร่วมด้วย นพ.โกเมศ กิมวัฒนานุกุล แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง โรงพยาบาลจุฬารัตน์9แอร์พอร์ต

รายละเอียดทั้งหมด
รู้จัก “เวชศาสตร์ชะลอวัย” เพื่อสุขภาพที่ดี ให้คงอยู่กับคุณไปอย่างยาวนาน

รู้จัก “เวชศาสตร์ชะลอวัย” เพื่อสุขภาพที่ดี ให้คงอยู่กับคุณไปอย่างยาวนาน

รู้จัก “เวชศาสตร์ชะลอวัย” เพื่อสุขภาพที่ดี ให้คงอยู่กับคุณไปอย่างยาวนาน เวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นศาสตร์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน สู่ยุคนี้ที่เทคโนโลยี และวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับคนหันมาดูแลสุขภาพและความงามกันมากขึ้น  เราค้นหาวิธีต่างๆ เพื่อให้เรามีสุขภาพดีดูอ่อนกว่าวัย แน่นอนว่าเราไม่สามารถย้อนอายุหรือหยุดความแก่ของเราไปได้ตามกฎของกาลเวลา แต่เราก็ศึกษาและค้นพบศาสตร์แขนงหนึ่งที่ใกล้เคียงเป้าหมายของเรา คือ ทำให้แก่ช้าลง หรือชะลอวัย นั่นก็คือ เวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพและชะลอวัย (Anti-Aging) นั่นเอง หากย้อนไป 55 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของเราอยู่ที่ประมาณ 57 ปี ปัจจุบันอายุขัยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 20 ปี จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้โอกาสเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อน้อยลงมากเมื่อเทียบกับอดีต พอมนุษย์เราสามารถมีอายุยืนยาวมากขึ้น เราจึงต้องเผชิญกับโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายแทน ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสื่อม สายตาเสื่อม สมองเสื่อม หรือโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคไขมันในเลือดสูง ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย และเป็นที่รู้ชัดแล้วว่า การจัดการปัญหาเมื่อเกิดโรคแล้ว ยากและเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลายเท่า เหมือนกับการตามซ่อมรถที่พัง และต่อให้ซ่อมได้ก็ไม่มีทางเหมือนเดิม ต่างจากการนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจสภาพสม่ำเสมอ อายุการใช้งานย่อมนานกว่า การดูแลร่างกายแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย เราเน้นการป้องกันเป็นหลัก เหมือนการมาตรวจสุขภาพตามปกติ แต่ต่างกันที่จะมีการตรวจที่ลงลึกกว่าการตรวจสุขภาพโดยทั่วไป เพราะไม่ได้มาตรวจเพื่อหาโรคอย่างเดียว แต่เวชศาสตร์ชะลอวัย เราจะตรวจเข้าไปว่าในร่างกายเรามีอะไรที่มันยังขาดที่จำเป็นต้องเสริม หรือมีความเสี่ยงอะไรที่ต้องระวัง ที่จะมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะหากเรารู้ก่อนตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคและรีบป้องกันย่อมได้ผลที่ดีกว่า เน้นการดูแลจากภายในของเรา ถ้าภายในดีภายนอกก็จะดูดีขึ้นด้วย เวชศาสตร์ชะลอวัยตรวจอะไรบ้าง?? การตรวจสุขภาพตามเวชศาสตร์ชะลอวัยนั้น นอกจากการตรวจ lab พื้นฐาน ดูการทำงานของตับ ไต น้ำตาล ไขมัน ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด แล้ว เราจะมีการตรวจที่ลึกกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ดูว่าระดับวิตามินในเลือดของเรา มีตัวไหนขาด ตัวไหนเกิน ซึ่งมีความสำคัญมาก หลายคนรับประทานวิตามินโดยไม่เคยตรวจดูระดับในเลือดเลย พอไม่เคยตรวจทำให้บางตัวที่ขาดแต่ไม่ได้เสริม ในขณะที่บางตัวทานนานเข้าจนเกินก็มี ยิ่งในผู้สูงอายุยิ่งต้องระวัง ทานเยอะเกินก็ย่อยไม่หมด เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ทานไม่ถูกตัวก็ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ นอกจากนี้ อาการบางอย่างที่รู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยเพลียง่าย ที่ตรวจสุขภาพโดยทั่วไปก็ปกติดี อาจมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างที่ส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติไปก็ได้ ซึ่งเราก็จะพบได้จากการตรวจระดับฮอร์โมน ทำให้แพทย์สามารถแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อให้อาการดีขึ้นได้ อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าควรต้องมาตรวจ?? เวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค ดังนั้น จริง ๆ คนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการก็สามารถเข้ามาตรวจได้ เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับคนที่เริ่มมีอาการเสื่อมของร่างกายให้เห็น ได้แก่ •             เหนื่อยเพลีย •             ป่วยบ่อย •             เป็นหวัดง่าย กลุ่มนี้บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มประท้วงแล้ว ควรมาหาสาเหตุ ว่าพฤติกรรมอย่างไรที่น่าจะปรับให้ร่างกายกลับมาอยู่ในภาวะที่สมดุล แพทย์จะทำหน้าที่เป็นโค้ช ส่วนผู้เข้ารับการปรึกษามีหน้าที่ปฏิบัติให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บทความโดย แพทย์หญิง อโนชา เพชรรัตน์  แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพและชะลอวัย โรงพยาบาลจุฬารัตน์9แอร์พอร์ต

รายละเอียดทั้งหมด
การฉีดสีสวนหัวใจ รักษาได้หากเส้นเลือดตีบตัน

การฉีดสีสวนหัวใจ รักษาได้หากเส้นเลือดตีบตัน

เมื่อผู้ป่วยมาโรงพยาบาลด้วยอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย หากสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบตัน แพทย์จะแนะนำให้ฉีดสีสวนหัวใจเพื่อหาตำแหน่งที่เส้นเลือดตีบตันและดำเนินการรักษาให้ทันท่วงที เพราะหากหัวใจขาดเลือดจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายและมีโอกาสเสียชีวิตสูง การฉีดสีสวนหัวใจคืออะไร? การฉีดสีสวนหัวใจ หรือ Coronary Angiography เป็นการใช้สายสวนขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มม. ใส่เข้าไปตามหลอดเลือดแดงก่อนถึงหัวใจเล็กน้อย จากนั้นจะใช้สารทึบรังสีซึ่งเป็นสารไอโอดีนฉีดเข้าไปเพื่อประเมินว่ามีการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจตรงจุดใด ดูสภาพกล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ตรงจุด ปกติแล้วสารทึบรังสีที่เป็นสารไอโอดีนอาจมีผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าแพ้อาหารทะเลต้องแจ้งแก่แพทย์ผู้รักษาก่อนทำการรักษา การเตรียมตัวทำการฉีดสีสวนหัวใจ แพทย์จะสอบถามอาการแพ้ยาและแพ้อาหารทะเล โรคประจำตัว หากผู้ป่วยมียาที่รับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ และนำมาให้แพทย์ดู ตรวจร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำดื่ม 6-8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ ขั้นตอนการฉีดสีสวนหัวใจ 1. แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนทำการเจาะหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ2. แพทย์จะสอดท่อพลาสติกอ่อนเข้าไปในหลอดเลือดแดง เพื่อเป็นทางผ่านเข้าออกของสายสวนหัวใจเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ของหัวใจ3. แพทย์ฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในสายสวน สารทึบรังสีจะผ่านเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้สามารถเห็นภายในหลอดเลือดว่ามีการตีบที่บริเวณใด4. ระหว่างการตรวจฉีดสีสวนหัวใจจะมีการตรวจติดตามความดันโลหิต ชีพจร ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดและอาการของผู้ป่วยเป็นระยะ5. หากแพทย์พบความผิดปกติของหลอดเลือดที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสวนหัวใจ แพทย์จะขยายส่วนที่ตีบแคบของหลอดเลือดนั้นด้วยบอลลูนและขดลวดถ่างขยาย (Stent)6. เมื่อเสร็จกระบวนการวินิจฉัยและรักษาแล้ว แพทย์จะดึงสายสวนหัวใจและท่อพลาสติกออกจากหลอดเลือดแดงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ และกดห้ามเลือดประมาณ 10-15 นาที หากมีการขยายหลอดเลือดด้วย อาจต้องคาท่อพลาสติกไว้อีกประมาณ 4-6 ชั่วโมง จึงจะนำท่อออก ประโยชน์และข้อดีของการฉีดสีสวนหัวใจ เป็นการวินิจฉัยและยืนยันภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างแม่นยำตรงจุด เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว เพียงแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่โดยไม่ต้องใช้ยาสลบ ใช้เวลาเพียง 20- 30 นาที หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สามารถรักษาด้วยวิธีการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวดต่อได้ทันที ซึ่งใช้เวลารักษาเพียง 45 นาที - 1 ชั่วโมงเท่านั้น มีความเสี่ยงต่ำและภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้น้อยมาก คือเพียง 0.01เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ก็กลับบ้านได้ การปฏิบัติตัวหลังการฉีดสีสวนหัวใจ ควรพักฟื้นที่โรงพยาบาล 1-2 วัน นอนราบบนเตียง ห้ามงอขาหรืองอมือข้างที่ทำการฉีดสี 6-12 ชั่วโมง ห้ามลุกออกจากเตียง แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไม่ได้! และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่แพทย์จะอนุญาตให้เดินในวันรุ่งขึ้น และหากไม่มีอาการผิดปกติแพทย์จะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ และควรดื่มน้ำมากๆ วันละ 1-1.5 ลิตร เพื่อขับสารทึบรังสีออกทางปัสสาวะได้มากขึ้น หลังฉีดสีสวนหัวใจ 1-7 วัน ควรงดยกของหนัก การออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนักๆ การเดินมากๆ หรือการวิ่งก็ห้ามเช่นกัน หากมีรอยช้ำ บวมแดง หรือเจ็บมากบริเวณที่เคยใส่สายสวน ควรรีบแจ้งหรือมาพบแพทย์ทันที การฉีดสีสวนหัวใจ…เป็นการตรวจที่ตรงจุด เพื่อหาสาเหตุและจุดที่มีการตีบตันในหลอดเลือดหัวใจ อย่างไรก็ตามเราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้ ด้วยการปรับพฤติกรรม เช่น การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน พักผ่อนให้เพียงพอ รู้จักการผ่อนคลายอารมณ์ไม่ให้เครียด รวมถึงออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ และไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ "หันมาดูแลหัวใจของเราให้ดีตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีไปนานๆ"

รายละเอียดทั้งหมด
IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น อยู่ระหว่าง 500 to 1200 nm. โดยพลังงานจะไปจับกับเซลล์เม็ดสีและทำลายโครงสร้างของเม็ดสี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวชั้นบนๆ รักษาฝ้า กระ และรอยแดงที่เกิดจากการถูกแสงแดดทำลาย รวมถึงอายุที่มากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ประโยชน์หลักๆ ของ IPL จึงเป็นเรื่องการช่วยทำให้หน้าใส ทำให้สีผิวสม่ำเสมอ ผิวดูกระจ่างใสมีออร่า แล้วก็ยังช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้กระฝ้าที่อยู่บนๆ หายไปได้ หน้าดูสดใสขึ้น ควรทำทุกๆ 2-3 สัปดาห์หรือทุกเดือน ในการรักษาฝ้าหรือกระบนๆ อาจจะต้องทำต่อเนื่องประมาณ 5 ครั้ง ทั้งนี้ คลื่นแสง IPL จะกระจายตัวมากกว่าแสงเลเซอร์ และซึมเข้าไปยังชั้นผิวหนังแท้โดยไม่ทำลายหนังกำพร้าหรือผิวชั้นนอก ส่งผลให้ผิวหนังถูกทำลายน้อยกว่าการทำเลเซอร์ที่ยิงแสงออกมาเพียงช่วงความถี่เดียว   IPL รักษาปัญหาผิวพรรณชนิดใดได้บ้าง ●      ช่วยลดรอยสิว รอยดำ จุดด่างดำ ฝ้า และกระบางชนิด ●      ช่วยลดรอยแดงต่าง ๆ เช่น รอยแดงจากสิว และรอยแดงจากแผลเป็นนูน ●      ลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ ●      กระชับรูขุมขน ●      กำจัดขน ●      รักษาสิว โดยทำร่วมกับการทาสารบางชนิดในการฆ่าเชื้อสิว ●      ปรับสภาพสีผิวให้สม่ำเสมอ ●      ลดความหมองคล้ำ ผิวกระจ่างใสขึ้น   ดูแลตัวเองหลังทำ IPL อย่างไร หลังเข้ารับการทำ IPL ควรดูแลตัวเอง ดังนี้ ■      ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนทำความสะอาดผิวบริเวณที่ระคายเคืองเป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ■      หลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ ■      ทา Moisturizer เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เนื่องจากหลังทำ IPL อาจมีปัญหาผิวแห้ง ระคายเคืองได้ ■      เลี่ยงการประคบร้อนหรือการอาบน้ำอุ่นจนกว่าบริเวณดังกล่าวจะฟื้นตัวสู่สภาวะปกติ ผลข้างเคียงจากการทำ IPL ส่วนใหญ่แล้ว การทำ IPL จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงเป็นรอยแดงและบวมที่ผิวหนังเล็กน้อย ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปภายใน 1-2 วัน ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้ ■      ผิวหนังบริเวณที่ถูกแสง IPL มีสีแดงเรื่อ ■      ผิวไหม้เล็กน้อย โดยปรากฏเป็นรอยแดง ผิวลอก และบวม ประมาณ 2-3 วันหลังรับการรักษา ■      มีตุ่มน้ำใส ๆ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ไม่บ่อยนัก ■      บริเวณที่รักษาเกิดรอยปื้นสีคล้ำหรือซีดกว่าสีผิวปกติ ■      ขนหลุดร่วง ■      ผิวแห้ง ระคายเคือง ข้อดีและข้อเสียของการทำ IPL ผู้ที่ต้องการรักษาปัญหาผิวพรรณหรือกำจัดขนด้วยการทำ IPL ควรพิจารณาข้อดีและข้อเสียของวิธีนี้เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ดังนี้ ข้อดี ■      เป็นวิธีรักษาปัญหาผิวพรรณและกำจัดขนที่ใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย ■      การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาน้อยกว่าวิธีอื่น ■      ช่วยขจัดริ้วรอย จุดด่างดำ และกำจัดขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ■      แสง IPL ไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก ส่งผลให้เสี่ยงได้รับผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยวิธีกรอหน้าหรือการทำเลเซอร์ ■      ผิวหนังฟื้นตัวได้เร็ว ข้อเสีย ■      การทำ IPL อาจใช้ไม่ได้ผลดีกับบริเวณผิวหนังที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ที่มีผิวคล้ำหรือขนสีอ่อน รวมถึงผู้ที่มีแผลเป็น Keloid หรือมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูน ■      ต้องรักษาซ้ำหลายครั้งจึงจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ สิ่งที่ต้องระวังคือ ไม่ควรทำติดต่อกันบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น และมีผลทำให้เกิดฝ้า กระ มากขึ้นในระยะยาว รักษาได้ยากขึ้น นอกจากนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ผิวคล้ำ เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่ผิวจะไหม้ได้สูง อย่างไรก็ตาม หากต้องการรักษาปัญหาผิวด้วย IPL แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชา

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. สิว… ไม่ใช่เรื่อง จิ๋ว....

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. สิว… ไม่ใช่เรื่อง จิ๋ว....

ที่เป็น Severe acne การอักเสบจะขยายและลึกลงไปในบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงมากขึ้น เราสามารถแบ่งประเภท สิวได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ 1. สิวอุดตัน เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน (Comedone) แบ่งเป็น 2 ชนิด 1.1 สิวหัวปิด (Close comedones) จะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ หัวขาวๆ 1.2 สิวหัวเปิด (Open comedones) หรือสิวหัวดำ 2. สิวอักเสบคือสิวที่หัวแดงอักเสบ (Inflame papules) เป็นหนอง (Pustule) หรือพบคลำได้เป็นไตแข็งๆ ใต้ผิวหนัง มักกดเจ็บ (Nodulocystic) ซึ่งสิวกลุ่มนี้คือ สิวอุดตันที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน   ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิว มีอยู่หลายประการ อย่างเช่น โดยปัจจัยหลัก ๆ แบ่งได้ 2 ปัจจัยดังนี้ ·        ปัจจัยภายใน ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ●      HORMONE โดยระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน จะมีระดับสูงในช่วงวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศชาย ทำให้เราพบสิวในช่วงอายุนี้มากกว่าช่วงอื่น ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการสร้างไขมันออกมามากขึ้น  หรือ ช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการบวมของรูขุมขนและการคั่งของน้ำในร่างกาย หรือ โรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น โรคถุงน้ำ ในรังไข่ (polycystic ovary syndrome) ●      ความเครียด กระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น และ เกิดกลไกการอักเสบมากขึ้น ●      กรรมพันธุ์ และ โรคทางต่อมไร้ท่อบางชนิด ·        ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ●      ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยากันชัก ยารักษาวัณโรค ●      เครื่องสำอาง ในคนที่มีโอกาสเป็นสิวง่าย แนะนำให้พยายามใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ (noncomedogenic และ non-acnegenic) ●      อาหารบางชนิด เช่น นมวัว, whey protein, อาหารน้ำตาลสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ถ้าสังเกตว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ทำให้อาการสิวอักเสบแย่ลง อาจลองหลีกเลี่ยงหรือหยุดรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ ●      สิ่งที่ระคายเคืองผิว เช่น การขัดหน้า นวดหน้า หรือ สภาวะแวดล้อมต่างๆ     การรักษาสิวโดยทั่วไปคือ การป้องกันการเกิดสิวใหม่ และลดการอักเสบของรอยโรคเดิมลง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ปัจจุบันการรักษาสิวมีทั้งยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน โดยจะเลือกใช้วิธีรักษาแบบใด ขึ้นกับความรุนแรงของสิวในขณะนั้น 1.    ยาทาเฉพาะที่ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ, ยาละลายหัวสิว, ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ 2.    ยารับประทาน ได้แก่ ยากลุ่มกรดวิตามินเอ ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3.    การกดสิว และ ฉีดสิว ควรทำโดยแพทย์ผู้รักษาเพื่อขจัดสิวอุดตัน แต่ไม่ควรบีบหรือแกะสิวเอง เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำลงไปบริเวณนั้นและทำให้เกิดรอยดำหรือแผลเป็นตามมาได้ ในกรณีที่เป็นสิวอักเสบมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ เข้าไปในตำแหน่งที่เกิดสิวอักเสบนั้น ก็จะช่วยให้สิวยุบลงได้ 4.    การฉายแสงสีฟ้า แสงสีแดง จะช่วยเสริมผลการรักษาสิวให้หายเร็วขึ้นด้วย 5.    การทำเลเซอร์ ลดรอยดำ รอยแดง การทำเลเซอร์ลดหลุมสิว     เคล็ดลับห่างไกลสิว ทำความสะอาดร่างกายและใบหน้าทุกวัน แต่ระวังไม่ควรล้างหน้าบ่อยหรือขัดถูผิวหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหนังเสียสมดุล การล้างหน้าควรล้างเพียงวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ยกเว้นช่วงที่เสียเหงื่อจากการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือช่วงที่คิดว่าผิวหนังสกปรก รับประทานผักผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ อย่าเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หลีกเลี่ยงแดดจัด เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสง หากใช้ยาประเภทนี้ควรทาผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดเป็นประจำทุกวัน   สิวอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่การรักษาไม่ได้ง่าย การพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการรักษานั้นจำเป็น เพื่อหาสาเหตุ และ วิธีการรักษาที่ถูกต้อง แม้ว่าอาการของสิวจะอยู่ในระยะแรก หรือเพิ่งเริ่มเป็นสิว เพราะถ้าเริ่มรักษาเร็วก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาดี และลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นสิวอีกด้วย

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.พญาไท 1 กรุงเทพฯ. แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว

รพ.พญาไท 1 กรุงเทพฯ. แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว

แค่ก้มๆ เงยๆ บ่อย...ก็เสี่ยงเป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทได้แล้ว    การใช้ชีวิตประจำวันแบบไม่ระวัง เช่น นั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ยกของหนักบ่อย ก้มเงยเป็นประจำ บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเล่นกีฬา ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนได้ ส่วนอีกสาเหตุคือความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง ที่ทำให้การยึดเหนี่ยวของกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพ เกิดการเคลื่อนของกระดูกสันหลังจนมาทับเส้นประสาท ที่พบมากในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปี ปล่อยไว้ไม่รักษา... อาจไม่สามารถขับถ่ายได้เอง เบื้องต้นจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว ปวดเมื่อยเวลานั่งนานหรือเดินไกล มีอาการแบบเรื้อรัง และเป็นบ่อยขณะก้มหรือเงย เมื่อกระดูกสันหลังเคลื่อนมาทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียงแล้วล่ะก็ จะมีอาการปวดร้าวลงขา ขาชา ปวดเหมือนไฟช็อต ขาอ่อนแรง เดินไกลไม่ได้ หากกดทับเส้นประสาทมาก ผู้ป่วยจะไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระได้เลย ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนต้องผ่าตัด การรักษาในเบื้องต้นนั้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อ ทำกายภาพบำบัดด้วยการใส่เครื่องช่วยพยุงหลัง และบริหารกล้ามเนื้อหลังเพื่อบรรเทาอาการให้ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชาลงขาแล้ว แพทย์จะวินิจฉัยให้ผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงกระดูกสันหลัง เพื่อเชื่อมข้อต่อให้อยู่ในแนวที่ถูกต้อง คลายปัญหาด้วยการผ่าตัดใส่สกรูแบบแผลเล็ก ปัจจุบันมีนวัตกรรมผ่าตัดแผลเล็กแก้ไขโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทด้วยการผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลัง (Transforaminal Lumbar Interbody Fusion: TLIF) ใช้การเจาะผิวหนังเป็นแผลเล็กแล้วนำกล้องขนาดเล็กส่องภายใน เพื่อหาบริเวณที่กระดูกเคลื่อน แล้วจึงนำสกรูเข้าไปยึดตรึงกระดูก วิธีนี้ช่วยให้คนไข้สูงอายุฟื้นตัวเร็ว เพราะแผลมีขนาดเล็ก ไม่เสียเลือดและไม่เจ็บปวดมาก การถนอมกระดูกสันหลังนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว เลี่ยงการกระแทกจากการกระโดดหรือดึงรั้งกระดูกสันหลังแบบผิดท่า ก็ช่วยป้องกันภาวะเสื่อมของกระดูกสันหลังได้  

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.พญาไท 1 กรุงเทพมหานคร . เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

รพ.พญาไท 1 กรุงเทพมหานคร . เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

เคล็ดลับการนอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หนึ่งในปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องพบเจอ ก็คือ ปัญหาการนอนหลับยากหรือหลับไม่เพียงพอ ซึ่งไตรมาสที่หลับยากที่สุดจะเป็นไตรมาสที่ 1 และ 3 ดังนั้น เพื่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ นี่คือคำแนะนำจากคุณหมอ...ที่จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลับสบายมากยิ่งขึ้น สาเหตุของการหลับยาก นอนไม่เพียงพอ มีอะไรบ้างนะ 1. ไตรมาสแรกคุณแม่จะเริ่มปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมดลูกอยู่ใกล้กับกระเพาะปัสสาวะเมื่อไหร่ก็ตามที่มดลูกขยายตัวก็จะไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงทำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยนั่นเอง  และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 มดลูกจะขยายใหญ่มากขึ้นจึงทำให้ปัสสาวะบ่อยเช่นกัน คุณแม่จึงนอนหลับยาก และนอนได้น้อยลง 2. นอกจากปัสสาวะบ่อยแล้วคุณแม่ยังเผชิญกับภาวะความไม่สบายตัวอีกด้วย ซึ่งมักเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 เมื่อตั้งครรภ์ท้องเริ่มใหญ่มากขึ้น ความไม่สบายตัว ปวดเมื่อย ก็จะทำให้นอนหลับยาก 3. เมื่อเข้าสู่ปลายไตรมาสที่ 2 ต่อเนื่องไปสู่ไตรมาสที่ 3 เมื่อคุณแม่บิดตัว ขยับตัว ก็พบกับตะคริวที่คอยรบกวนการนอนหลับ 4. ความกังวลใจ ความไม่สบายใจ เนื่องจากคุณแม่บางคนอาจมีความกังวลเรื่องการคลอดบุตร การเตรียมตัวคลอดบุตร เป็นต้น 5. ความเหนื่อยล้า จากขนาดของท้องที่ใหญ่ขึ้น เมื่อคุณแม่นอนราบ ไม่หนุนหมอน เนื่องจากท้องมีขนาดใหญ่ทำปอดดันกระบังลมขึ้น ทำให้ปอดมีความจุลดลง จึงทำให้คุณแม่เหนื่อยมากขึ้น  เมื่อหายใจไม่อิ่มอาจช่วยโดยการหนุนหมอนเพิ่มก็จะทำให้นอนหลับสบายมากขึ้น คำแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์..ที่จะช่วยให้หลับสบายขึ้น 1. ก่อนนอนไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป ควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย งดชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้านอน ระหว่างวันไม่ควรจะเดินมากเกินไป เช่น งดยกของหนัก หรือเกร็งกล้ามเนื้อ เมื่อคุณแม่นอนตะแคง ใช้หมอนใบเล็กหนุนใต้ท้องด้านซ้ายหรือขวา วางหมอนใต้เข่าหรือขา ก็จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้น 3. ทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เลือดวัว เลือดหมู ตับหมู ไก่ หมู ผักกาดหอม มะเขือพวง มะเขือเทศเมล็ดฟักทอง หรืออาหารที่มีแคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็กตัวน้อย อย่าง ปลาข้าวสาร, เนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา, ผักและผลไม้หลากสี ผักบร็อกโคลี คะน้า ผักโขม แครอท ธัญพืช ธัญพืชจำพวกถั่ว ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น 4. ทำจิตใจให้สงบ นั่งสมาธิก่อนเข้านอน ให้จิตใจได้ผ่อนคลายบ้าง 5. สร้างบรรยากาศในห้องนอน ให้อากาศถ่ายเท พร้อมอุณหภูมิที่เหมาะสม 6. เข้าอบรมคลาสเตรียมความพร้อม การเป็นคุณแม่มือใหม่ การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตร ก็จะช่วยให้คุณแม่ลดความกังวลได้อีกด้วย สอบถามคุณหมอที่ฝากครรภ์เมื่อคุณแม่กังวลหรือมีคำถามที่ไม่สบายใจ เพื่อการปฏิบัติตนอย่างถูกวิธี

รายละเอียดทั้งหมด
รพ.กรุงเทพ. คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน

รพ.กรุงเทพ. คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน

คำแนะนำสำหรับการกักกันที่บ้าน 1. ห้ามผู้มาเยี่ยมช่วงกักตัว 2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือหากจำเป็น ควรนั่งแยกกันและห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร 3. ห้ามใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือเด็กในรัศมี 2 เมตร 4.แยกห้อง ของใช้ส่วนตัว หากแยกไม่ออกควรอยู่ห่างจากผู้อื่นให้มากที่สุดและเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท 5. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้าน 6. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหากจำเป็นต้องสัมผัสกับผู้อื่นหรือแบ่งปันสิ่งของกับผู้อื่น 7. ซักผ้าและเครื่องนอนแยกจากผู้อื่นด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอก ควรใช้ห้องนอนแยกจากที่อื่นถ้าเป็นไปได้

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู.  เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร

เลือกเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้กำจัดขนได้ถาวร   ขน ในตำแหน่งต่างๆ อาจสร้างความไม่มั่นใจให้ใครหลายๆ คน อีกหนึ่งวิธีการกำจัดขนถาวรให้เรียบเนียนโดยไม่ทำร้ายผิวและเป็นที่นิยมมากที่สุดคือการใช้เลเซอร์กำจัดขน โดยเลเซอร์กำจัดขน แต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะสม กับ สภาพผิวแบบไหนกันบ้าง ไปติดตามกันค่ะ   1.  IPL หรือที่ย่อมาจาก Intense Pulsed Light ค่ะ           ที่จริงแล้ว IPL ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นหนึ่งในวีธีกำจัดขนที่นิยม ในขณะที่เลเซอร์จะเป็นการยิงลำแสงเป็นจุดๆ ทีละครั้ง แต่ IPL จะเป็นการยิงลำแสงสเปกตรัม ซึ่งเป็นลำแสงในวงกว้างกว่า แต่ ตื้นกว่า ไม่สามารถกำจัดถึงรากขนได้  เมื่อทำ IPL ซ้ำหลายๆ ครั้ง ขนที่ขึ้นมาใหม่จะมีสีที่อ่อนกว่าและเส้นบางกว่า  ข้อดี: ราคาถูก ไม่เจ็บ ข้อเสีย: ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม จะมีโอกาสผิวไหม้ ได้ง่ายมากกว่า  2.    Long Pulsed ND Yag หรือ ที่รู้จัก ในชิ่อ YAG เป็นเลเซอร์กำจัดขนถาวร ที่มีพลังงานลงลึกถึงชั้นรากขน  ข้อดี: กำจัดขนถาวร ได้ดีที่สุด โดย สีผิว ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการกำจัดขน ข้อเสีย: ราคาสูง อาจรู้สึกเจ็บได้นิดหน่อย ขณะทำเลเซอร์ ไม่เหมาะกับขนเส้นเล็ก   3.    Diode เป็นเลเซอร์กำจัดขน ที่มีพลังงานลงลึก แต่ น้อยกว่า ND Yag   ข้อดี: ใช้เวลาทำน้อยกว่า ข้อเสีย: อาจมีเจ็บบริเวณผิวหนัง ขณะทำเลเซอร์  เลเซอร์กำจัดขน ชนิดอื่นๆ เช่น Ruby, Alexandrite นิยมใช้ในต่างประเทศ แต่ไม่นิยมใช้ ในประเทศไทย เนื่องจาก เหมาะกับคนไข้ ผิวขาว หรือผิวสีเหลืองมากกว่า  พอทราบข้อแตกต่าง และ ข้อดี ข้อเสีย ของเครื่องเลเซอร์กำจัดขน แต่ละชนิดกันไปบ้างแล้ว สำหรับท่านไหน ที่สนใจอยากดูแลและกำจัดขนถาวร แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเลือกทำเลเซอร์ ในสถานพยาบาลที่ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ ประสิทธิผลสูงสุด อย่างปลอดภัย ไม่เกิดผลข้างเคียง นะคะ

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู . เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู . เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี

เลือกครีมกันแดด อย่างไรให้ปกป้องยูวี ครีมกันแดด (Sunscreen) คือ สารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet Radiation: UV) โดยช่วยให้ผิวไม่ถูกแสงแดดทำลายจนไหม้หรือเกิดจุดด่างดำต่าง ๆ รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง  ประเภทของครีมกันแดดตามกลไกการป้องกันแสงแดด  แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่   1. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางเคมี (Chemical Sunscreen) ครีมกันแดดที่เน้นการดูดซับรังสียูวี การปกป้องจะดีกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ แต่อาจทำให้เกิดการแพ้ต่อผิวหนังได้มากกว่า ตัวอย่างสารออกฤทธิ์ เช่น สารป้องกัน UVA ได้แก่ Oxybenzone, Dioxybenzone, Avobenzone, Merxorylsx เป็นต้น สารป้องกัน UVB ได้แก่ PABA, Octyl Methoxycinnamate, Octyl Salicylate  2. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Sunscreen) หมายถึง ครีมกันแดดที่ใช้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของสารออกฤทธิ์ สามารถสะท้อนรังสียูวี ทั้ง UVA และ UVB ได้ด้วยตัวอนุภาคของมันเอง ครีมจำพวกนี้จะมีประสิทธิภาพในการกันแดดด้อยกว่าครีมกันแดดที่ใช้คุณสมบัติทางเคมี แต่มีข้อเด่นคือ ไม่ก่อการแพ้ให้กับผิวหนังเท่าไรนัก ตัวอย่างครีมกันแดดกลุ่มนี้ ได้แก่ ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) และสังกะสี / ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) โดยเมื่อทาแล้วผิวจะดูขาวสะท้อนแสงมาก มีออร่า การใช้ครีมกันแดดกลุ่มนี้ข้อควรระวังคือ หากทามากเกินไปจะอุดตันรูขุมขน ก่อสิวอุดตันได้  3. ครีมกันแดดที่ใช้คุณลักษณะผสมผสาน (Chemical-Physical Sunscreen) ปัจจุบันครีมกันแดดทั้งหลายจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือใช้ทั้ง 2 แบบผสมผสานกันในสูตรการผลิต ประเภทตามบริเวณที่ใช้ทา แบ่งตามประโยชน์ใช้สอย และ ความเหมาะสมของผิว แต่ละชนิด ดังนี้้ ■ แบบครีม เหมาะใช้ทาบริเวณใบหน้าและผู้ที่มีผิวแห้ง ■ แบบเจล เหมาะสำหรับทาบริเวณที่มีขน เช่น หนังศีรษะหรือหน้าอกของผู้ชาย ■ แบบแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบแท่ง อาจผสมสารกันแดดร่วมด้วย ซึ่งเหมาะใช้ทาบริเวณที่อยู่รอบดวงตา ■ แบบสเปรย์ สารกันแดดในรูปแบบสเปรย์อาจนำมาใช้ทากันแดดให้แก่เด็ก หรือ เหมาะกับสายกีฬากลางแจ้ง เที่ยวทะเล หรือพกพาไว้เติมระหว่างวัน ฉีดซ้ำได้เรื่อย ๆใช้งานง่ายด้วย ควรเลือกครีมกันแดดอย่างไร เพื่อให้ปกป้อง UV ได้ดี SPF และ PA คืออะไร   SPF  นั้นย่อมาจาก Sunburn  Protection  Factor  เป็นค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการป้องกันการไหม้แดงของผิว ซึ่งเกิดจาก รังสียูวีบี (UVB) โดยปกติยิ่งค่าสูงจะยิ่งทําให้เราอยู่กลางแดดได้กขึ้นานมานก่อนจะมีอาการผิวไหม้แดงค่ะ  (ยกตัวอย่างตัวเลขสมมุติเช่น ถ้าโดยปกติเรายืนอยู่กลางแดด 10 นาทีแล้วผิวจะมีอาการไหม้แดง แต่ถ้าทาครีมกันแดด SPF 15 เราจะอยู่กลางแดดได้นานขึ้นเป็น 10x15=150 นาที ก่อนจะมีอาการดังกล่าว) ความจําเป็นที่จะต้องเลือก ค่า SPF สูงแค่ไหนก็ขึ้นกับลักษณะการใช้ชีวิตประจําวันของแต่ละคนค่ะ เช่น ● SPF 10-15 เหมาะกับคนที่ทำงานในร่มทั้งวัน ไม่โดนแดดเลย ● SPF 15-30 เหมาะกับคนที่มีกิจกรรมกลางแดด ระหว่างวัน ● SPF >30 เหมาะกับคนที่อยู่กลางแจ้งมากๆ หรือมีภาวะไวต่อแสง PA (Protection Grade of UVA) เป็นการบอกว่าป้องกัน UVA ได้ดีอย่างไร ซึ่ง UVA มีผลต่อ ความเหี่ยวย่นของผิวหนัง และมะเร็งผิวหนังบางชนิด ● PA  ป้องกันเบา ๆ เหมาะกับอยู่ในห้อง ไม่เจอแสงแดดเลยค่ะ ● PA   ระดับปานกลาง สาว ๆ ทำงานออฟฟิศ Work form home เหมาะมากค่า ● PA    ระดับสูง ทำงานกลางแสงแดด ออกไปเที่ยว ช้อปปิ้งอะไรแบบนี้ ● PA     ระดับสูงสุด กิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬาต้องระดับนี้เลยค่า สรุป เราแนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA   ขึ้นไป ตามความเหมาะสมกิจกรรมของตัวเองจะดีที่สุดค่าา   อย่างไรก็ตาม การปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ได้ขึ้นกับ ค่า SPF และ PA เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นกับการทาครีมกันแดด อย่างถูกวิธีด้วย ● ทาก่อน ที่จะออกแดด 15-30 นาที ● ทาหนา เนื่องจากการป้องกันแดด จะมีประสิทธิภาพเต็มที่ ถ้าทาหนาพอ คือต้องใช้ ปริมาณ 2 ข้อนิ้ว สำหรับหน้า และ คอ หรือ ทาทีละ 1 ข้อนิ้ว ซ้ำสองครั้ง ● ทาซ้ำ เนื่องจากครีมกันแดด จะถูกเหงื่อและการเสียดสี ชะล้างออกจากผิวหนัง เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น ควรทาช่วงเช้า เที่ยง หรือทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หากมีเหงื่อมาก หรือโดนน้ำบ่อยค่ะ   อย่าลืมว่าการใช้ครีมกันแดด ไม่ได้ปกป้อง และกันแดดได้ทั้งหมดนะคะ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ระหว่างวัน หรือใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ร่ม หรือหมวกร่วมด้วย จะช่วยปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ  

รายละเอียดทั้งหมด
สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. วิตามินซี ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร

สถาบันความงาม คลินิกหมอลูกหมู. วิตามินซี ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร

Vitamin C ช่วยให้ผิวสวยได้อย่างไร   หลายคนคงจะทราบว่าการทาน 'วิตามินซี' เป็นประจำทุกวันสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ทำให้ไม่เป็นหวัดบ่อย และหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น  การศึกษาเพิ่มเติมที่ทำให้ทราบว่า 'วิตามินซี' มีประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรคหวัด โดยสามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค เพราะมีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น 'วิตามินซี' ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายหรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้นี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี 'วิตามินซี' เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ นอกจากนั้น วิตามินซี ยังมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลผิวพรรณ   แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ เราจึงจำเป็นต้องทานวิตามินซีเสริมเข้าไปในร่างกายจากแหล่งอาหารในธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ การรับประทานผักผลไม้สดอย่างเพียงพอในแต่ละวันจะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ช่วยให้เซลล์ผิวได้รับอาหารมากพอ ทำให้ผิวแลดูมีสุขภาพดี เรียบเนียน เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ผิว มีส่วนช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ลดโอกาสผิวเหี่ยวก่อนวัย   6 ประโยชน์ของวิตามินซีที่ดีต่อผิว ● ลดโอกาสผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย ● ทำให้ผิวมีสุขภาพดี เรียบเนียน ● เพิ่มการสร้างคอลลาเจนในผิว ● ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ● มีส่วนช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ● ช่วยให้เซลล์ผิวได้รับอาการเพียงพอ ผักและผลไม้อะไรที่ให้วิตามินซี (Vitamin C)?       มะขามป้อม : มีวิตามินซี 276 มิลลิกรัม/100 กรัม         ฝรั่ง : มีวิตามินซี 160 มิลลิกรัม/100 กรัม         กีวี : มีวิตามินซีประมาณ 105 มิลลิกรัม/100 กรัม         มะละกอ : มีวิตามินซีประมาณ 70 มิลลิกรัม/100 กรัม         ส้ม : มีวิตามินซีประมาณ 69 มิลลิกรัม /140 กรัม         คามู คามู : มีวิตามินซีปริมาณสูงถึง 2,400-3,000 มิลลิกรัม/100 กรัม (คามู คามู คือ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แหล่งกำเนิดในพื้นที่ริมน้ำของเขตป่าฝนแถบแอมะซอน)         ผักคะน้า : มีวิตามินซีประมาณ141, 156 มิลลิกรัม/100 กรัม         กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน บรอคโคลี่ ดอกกะหล่ำ : มีวิตามินซีโดยเฉลี่ยประมาณ 30-96 มิลลิกรัม/100 กรัม (แต่หากผ่านการต้ม ปริมาณวิตามินซีจะลดลง)   ปริมาณการรับประทานที่เหมาะสม  ไม่ควรทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อเรากินวิตามินซีเข้าไปในปริมาณที่มากขึ้น ร่างกายจะมีร้อยละของการดูดซึมที่ลดลง หากกินวิตามินซีปริมาณ 30-180 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายดูดซึมได้ร้อยละ 80-90 แต่ถ้ากินวิตามินซีในปริมาณ 500 มิลลิกรัม ร่างกายดูดซึม ได้ร้อยละ 75 และหากกินในปริมาณที่มากกว่า 500 มิลลิกรัม ร่างกายจะดูดซึมได้น้อยลงเรื่อยๆ และควรดื่มน้ำตามมากๆ ทั้งนี้ วิตามินซีสามารถรับประทานได้ในทุกเพศ ทุกวัย  

รายละเอียดทั้งหมด
Health

Health

Foot reflexology massageThe fact that there are zones on our skin with reflexive interaction with other body areas and organs has been traditional knowledge for centuries, especially in Asian healing arts. In western countries, however, the therapeutic use of this knowledge has not been dealt with for very long.At the beginning of the last century, the American doctor W. Fitzgerald divided the body into different zones, which are still the basis of reflexology today. This gave rise to the triumph of this form of pressure massage, which is similar to acupressure.There are also reflex zones and the corresponding massage on the hands.Depending on the training and orientation of the therapy, there are different, non-uniform guidelines and so there are also many different panels of the corresponding zones.Basic rules must be observed for every type of massage.May be massaged z. B. not for varicose veins, inflammation, thrombosis, fever, open wounds etc.A reflex zone massage requires special training and medical knowledge and is usually only performed by naturopaths, masseurs or physiotherapists.In order to achieve a positive effect of the treatment, an experienced therapist should be consulted. In some cases the symptoms improve spontaneously, but usually several sessions are required. Illnesses that are triggered, for example, by overload, stress and nervousness, are particularly easy to influence with reflex zone massage.However, it is not a panacea and you should always consult a doctor before treatment.Although there are enthusiastic supporters of this alternative form of treatment worldwide, scientifically sound evidence is still lacking.Due to the extremely positive feedback, this pressure point massage, in a non-therapeutic form, has meanwhile found its way into the "wellness temple". There it is mainly used for relaxation and wellbeing.

รายละเอียดทั้งหมด
Copyright © 2022 Siam Star Adwise. shockdee.com All right reseved.